โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากการมีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไปจนส่งผลต่อสุขภาพ มีสาเหตุจากหลายปัจจัย ทั้งการกิน พันธุกรรม ฮอร์โมน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต การเช็กว่าเข้าข่ายโรคอ้วนหรือไม่ต้องดูทั้งค่า BMI รอบเอว และสุขภาพโดยรวมร่วมกัน
โรคอ้วน คืออะไร
โรคอ้วน (Obesity) คือ โรคเรื้อรังที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไปจนส่งผลต่อสุขภาพ โดยมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการกิน พฤติกรรมการใช้ชีวิต พันธุกรรม และฮอร์โมน หากปล่อยไว้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
โรคอ้วน อาการเป็นอย่างไร
คนที่เป็นโรคอ้วนอาจเหนื่อยง่าย หอบเวลาเดินหรือขึ้นบันได ปวดเข่า ปวดหลัง และเคลื่อนไหวลำบากขึ้น บางคนมีอาการนอนกรน ตื่นมาไม่สดชื่น หรือง่วงระหว่างวันร่วมด้วย แต่บางคนก็ไม่มีอาการชัดเจน และอาการเหล่านี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคอ้วนเสมอไป

โรคอ้วนเกิดจากอะไร
โรคอ้วนไม่ได้เกิดจากการกินเยอะหรือไม่ออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น
- พฤติกรรมการกิน กินอาหารที่ให้พลังงานสูง หวาน มัน หรือกินมากกว่าที่ร่างกายต้องการ
- การเคลื่อนไหวร่างกายน้อย นั่งทำงานทั้งวัน ไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำให้ใช้พลังงานน้อยลง
- พันธุกรรม บางคนมีแนวโน้มสะสมไขมันหรือควบคุมน้ำหนักได้ยากกว่าคนอื่น
- ฮอร์โมนและโรคบางชนิด เช่น ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ หรือกลุ่มอาการคุชชิง
- การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจรบกวนฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม
- ความเครียดสะสม อาจทำให้หิวบ่อยขึ้นหรือกินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
- ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ หรือยารักษาโรคบางกลุ่มที่อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น
โรคอ้วนไม่ได้เกิดจากการกินอย่างเดียว บางคนกินไม่เยอะน้ำหนักก็ยังขึ้นได้ แนะนำให้หาสาเหตุก่อน เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุด
กินน้อยแต่อ้วน เป็นโรคอะไรได้บ้าง
กินน้อยแต่น้ำหนักยังขึ้น อาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องอาหาร แต่อาจมีโรคหรือฮอร์โมนบางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
- ไทรอยด์ทำงานต่ำ ร่างกายใช้พลังงานลดลง อาจมีน้ำหนักขึ้น เหนื่อยง่าย หนาวง่าย หรือท้องผูก
- กลุ่มอาการคุชชิง ฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงผิดปกติ ทำให้ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง ใบหน้ากลม และกล้ามเนื้ออ่อนแรง
- ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) อาจทำให้น้ำหนักขึ้นง่าย ลดน้ำหนักยาก และมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
- ผลจากยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์หรือยารักษาโรคทางจิตเวชบางตัว อาจทำให้หิวบ่อยขึ้นหรือน้ำหนักเพิ่ม
ไม่ใช่ทุกคนที่กินน้อยแล้วน้ำหนักขึ้นจะมีโรคครับ บางคนอาจนอนน้อยหรือขยับตัวน้อย หมอเลยอยากให้หาสาเหตุก่อน

โรคอ้วน BMI เท่าไหร่ และมีกี่ระดับ
BMI เท่าไหร่ถึงเรียกว่าโรคอ้วน แล้วโรคอ้วนมีกี่ระดับ ลองมาเช็กกันว่าเราอยู่ในเกณฑ์ไหน
1. วิธีคำนวณ BMI
การคำนวณ BMI ทำได้ง่าย ๆ ด้วยสูตรนี้
BMI = น้ำหนัก (กก.) ÷ ส่วนสูง (เมตร)²
ตัวอย่าง น้ำหนัก 70 กิโลกรัม สูง 165 เซนติเมตร
BMI = 70 ÷ (1.65 × 1.65) = 25.7
เท่ากับว่าอยู่ในเกณฑ์โรคอ้วนระดับ 1 สำหรับคนเอเชีย แต่หมออยากให้ดูรอบเอวร่วมด้วย เพราะบางคน BMI ปกติ ก็อาจมีไขมันสะสมในช่องท้องมากได้เหมือนกัน
2. BMI โรคอ้วนสำหรับคนเอเชีย
ลองนำค่า BMI ของตัวเองมาเทียบกับตารางนี้ได้เลย
| ค่า BMI | การประเมิน |
|---|---|
| ต่ำกว่า 18.5 | น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ |
| 18.5–22.9 | น้ำหนักปกติ |
| 23.0–24.9 | น้ำหนักเกิน |
| 25.0–29.9 | โรคอ้วนระดับ 1 |
| ตั้งแต่ 30.0 ขึ้นไป | โรคอ้วนระดับ 2 |
เกณฑ์นี้นิยมใช้กับคนไทยและคนเอเชีย เพราะความเสี่ยงจากไขมันสะสมอาจเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ BMI ที่ต่ำกว่าเกณฑ์สากล
3. โรคอ้วนมีกี่ระดับ ต่างกันอย่างไร
ถ้าใช้เกณฑ์ WHO สากล โรคอ้วนจะแบ่งเป็น 3 ระดับ ตามค่า BMI ดังนี้
| ระดับ | ค่า BMI | ความเสี่ยงต่อสุขภาพ |
|---|---|---|
| โรคอ้วนระดับ 1 | 30.0–34.9 | เริ่มมีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เพิ่มขึ้น |
| โรคอ้วนระดับ 2 | 35.0–39.9 | ความเสี่ยงต่อโรคร่วมสูงขึ้น |
| โรคอ้วนระดับ 3 | ตั้งแต่ 40.0 ขึ้นไป | อ้วนระดับรุนแรง มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูง |
จะเห็นว่าเกณฑ์คนเอเชียกับ WHO ใช้ตัวเลขไม่เหมือนกัน แนะนำให้ดูด้วยว่าเราใช้เกณฑ์ไหนในการประเมิน และอย่าตัดสินสุขภาพจาก BMI เพียงอย่างเดียว

วิธีประเมินโรคอ้วน
การประเมินโรคอ้วนไม่ได้ดูแค่ BMI แต่ต้องดูรอบเอว ไขมันสะสม และความเสี่ยงต่อสุขภาพร่วมด้วย มีวิธีประเมินดังนี้
1. วัดรอบเอวและประเมินโรคอ้วนลงพุง
โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ สำหรับคนเอเชีย เกณฑ์รอบเอวที่ควรระวัง ได้แก่
- ผู้ชาย รอบเอวตั้งแต่ 90 เซนติเมตรขึ้นไป
- ผู้หญิง รอบเอวตั้งแต่ 80 เซนติเมตรขึ้นไป
บางคนอาจมีแค่พุงใหญ่ขึ้น แต่ยังไม่มีอาการผิดปกติ แนะนำให้วัดรอบเอวควบคู่กับการเช็ก BMI
2. อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง
วิธีนี้ช่วยประเมินความเสี่ยงจากไขมันหน้าท้องได้ง่าย ๆ โดยนำรอบเอวมาเทียบกับส่วนสูง
สูตร = รอบเอว ÷ ส่วนสูง (ใช้หน่วยเดียวกัน)
| อัตราส่วน | การประเมิน |
|---|---|
| 0.40–0.49 | ความเสี่ยงจากไขมันหน้าท้องยังไม่สูง |
| 0.50–0.59 | เริ่มมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น |
| ตั้งแต่ 0.60 ขึ้นไป | มีความเสี่ยงสูงขึ้นอีก |
จำง่าย ๆ ว่า รอบเอวไม่ควรเกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง แต่ก็ต้องประเมินสุขภาพด้านอื่นร่วมด้วย
3. ตรวจโรคร่วมและความเสี่ยงจากโรคอ้วน
นอกจากดูรูปร่างและค่า BMI แล้ว แนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม เพื่อดูว่าโรคอ้วนเริ่มส่งผลต่อสุขภาพหรือยัง เช่น
- ตรวจน้ำตาลในเลือดและ HbA1c เช็กความเสี่ยงเบาหวาน
- ตรวจไขมันในเลือด ดูคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
- วัดความดันโลหิต เช็กภาวะความดันโลหิตสูง
- ตรวจสุขภาพตับ ประเมินความเสี่ยงไขมันพอกตับ
- ตรวจฮอร์โมน เมื่อสงสัยว่ามีความผิดปกติที่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม
- ประเมินการนอนหลับ หากนอนกรนมากหรือสงสัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างครับ เพราะหมอจะเลือกตรวจตามอาการและความเสี่ยงของแต่ละคนเป็นหลัก
โรคอ้วน 6 ประเภท มีจริงไหม
โรคอ้วนไม่ได้มีแค่ 6 ประเภทอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะสาเหตุที่ทำให้อ้วนมีหลายอย่าง เช่น
- โรคอ้วนจากหลายปัจจัย เกี่ยวข้องกับการกิน การใช้ชีวิต พันธุกรรม การนอน และระบบควบคุมความหิวของร่างกาย
- โรคอ้วนจากโรคหรือฮอร์โมน เช่น ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ กลุ่มอาการคุชชิง หรือ PCOS ที่อาจมีผลต่อน้ำหนัก
- โรคอ้วนจากยา ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ หรือยาทางจิตเวชบางกลุ่ม อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้
- โรคอ้วนจากพันธุกรรม บางคนมีแนวโน้มหิวง่าย อิ่มยาก หรือมีความผิดปกติของยีนที่ทำให้อ้วนตั้งแต่เด็ก

โรคอ้วน วิธีรักษามีอะไรบ้าง
การรักษาโรคอ้วนมีตั้งแต่ปรับพฤติกรรม ใช้ยา ไปจนถึงผ่าตัด หมอจะประเมินก่อนว่าแต่ละคนเหมาะกับวิธีไหนครับ
1. ปรับอาหารและพฤติกรรมการกิน
การลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้องอดอาหารหรืองดแป้งทั้งหมด หมอแนะนำให้เริ่มจากลดน้ำหวาน ของทอด เพิ่มโปรตีนและผักในแต่ละมื้อ รวมถึงกินในปริมาณที่พอดี เน้นวิธีที่ทำได้ต่อเนื่องมากกว่าการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักเร็ว ๆ
2. เพิ่มกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกาย
ไม่ต้องเริ่มจากออกกำลังกายหนักก็ได้ครับ แค่เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำก็ช่วยได้ โดยแนะนำให้มีกิจกรรมระดับปานกลางประมาณ 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ และฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วัน ทั้งนี้ควรเลือกให้เหมาะกับสุขภาพและความพร้อมของร่างกาย
3. ปรับพฤติกรรมและการนอน
บางคนคุมอาหารดีแล้ว แต่น้ำหนักยังลดได้ยาก เพราะนอนน้อย เครียด หรือแทบไม่ได้ขยับตัวระหว่างวัน หมอจึงแนะนำให้ดูเรื่องการนอน การกินจุบจิบ และความเครียดร่วมด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อความหิวและการควบคุมน้ำหนักเหมือนกัน
4. ใช้ยารักษาโรคอ้วน
ถ้าปรับพฤติกรรมแล้วยังลดน้ำหนักไม่ได้ตามเป้าหมาย อาจพิจารณาใช้ยาช่วยควบคุมน้ำหนัก ได้แก่
- ยาลดน้ำหนักชนิดรับประทาน เช่น Orlistat ที่ช่วยลดการดูดซึมไขมันจากอาหาร โดยยาแต่ละชนิดมีข้อบ่งใช้และผลข้างเคียงต่างกัน
- ปากกาลดน้ำหนัก เช่น ยาที่มีตัวยา Liraglutide, Semaglutide หรือ Tirzepatide ซึ่งออกฤทธิ์ช่วยควบคุมความหิวและความอิ่ม ทำให้กินอาหารได้น้อยลง
ไม่แนะนำให้ซื้อยามาใช้เองนะครับ เพราะยาอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องผูก และยังมีข้อควรระวังที่ต้องประเมินก่อนใช้
5. รักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัดลดน้ำหนัก
ในคนที่มีโรคอ้วนรุนแรง หรือมีปัญหาสุขภาพจากน้ำหนักตัว แพทย์อาจพิจารณาวิธีรักษาเพิ่มเติม เช่น
- ใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร ช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วและกินอาหารได้น้อยลง
- ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Sleeve Gastrectomy) ทำให้กระเพาะมีขนาดเล็กลงและช่วยลดความหิว
- ผ่าตัด Gastric Bypass ปรับโครงสร้างทางเดินอาหาร เพื่อลดน้ำหนักและช่วยควบคุมโรคร่วมบางชนิด
วิธีเหล่านี้เหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้น ต้องให้แพทย์ประเมินข้อบ่งชี้ ความเสี่ยง และความพร้อมของร่างกายก่อนตัดสินใจ
6. รักษาโรคร่วมและติดตามผลระยะยาว
สำหรับหมอ การรักษาโรคอ้วนไม่ได้ดูแค่น้ำหนักที่ลดลง แต่ต้องดูว่าสุขภาพดีขึ้นแค่ไหนด้วย ทั้งระดับน้ำตาล ความดัน รอบเอว และการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งการลดน้ำหนักได้ประมาณ 5–10% ของน้ำหนักเริ่มต้น ก็อาจช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องดูแลและติดตามผลต่อเนื่อง เพื่อป้องกันน้ำหนักกลับมาเพิ่มอีก
การป้องกันโรคอ้วน ทำอย่างไร
ถ้าไม่อยากให้น้ำหนักเพิ่มจนเสี่ยงเป็นโรคอ้วน แนะนำให้เริ่มจากการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกวัน เช่น
- กินอาหารให้พอดี ไม่ต้องอด แต่เลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม
- ลดของหวานและน้ำหวาน รวมถึงอาหารทอดหรืออาหารที่มีไขมันสูง
- เพิ่มผักและโปรตีน ช่วยให้อิ่มนานขึ้น ไม่หิวบ่อย
- ขยับตัวให้มากขึ้น เช่น เดินขึ้นบันได หรือเดินระหว่างวัน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกกิจกรรมที่ชอบและทำได้ต่อเนื่อง
- นอนหลับให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยอาจทำให้หิวบ่อยและกินมากขึ้น
- จัดการความเครียด หาวิธีผ่อนคลายที่ไม่ใช่การกินอย่างเดียว
- เช็กน้ำหนักและรอบเอว เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
อาหารป้องกันโรคอ้วน ควรเลือกอย่างไร
การป้องกันโรคอ้วนเริ่มจากการเลือกกินอาหารให้หลากหลาย อิ่มนาน และไม่รับพลังงานมากเกินไป เช่น
- โปรตีน ปลา ไข่ เต้าหู้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ช่วยให้อิ่มนานขึ้น
- ผัก กินผักให้หลากหลาย เพิ่มใยอาหาร ช่วยให้อิ่มท้อง
- คาร์โบไฮเดรต เลือกข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต หรือธัญพืชไม่ขัดสี
- ผลไม้ เน้นผลไม้สดแทนน้ำผลไม้ เลือกกินในปริมาณพอดี
- ไขมันดี ถั่ว เมล็ดพืช น้ำมันมะกอก กินได้แต่ไม่ควรมากเกินไป
- เครื่องดื่ม เน้นน้ำเปล่า ลดน้ำหวานและเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล
ไม่จำเป็นต้องงดของอร่อยทั้งหมด แค่รู้จักเลือกอาหารและกินในปริมาณที่พอดี ก็ช่วยลดความเสี่ยงโรคอ้วนได้

โรคอ้วนอันตรายไหม เพิ่มความเสี่ยงโรคอะไรบ้าง
โรคอ้วนไม่ได้มีผลแค่เรื่องน้ำหนักหรือรูปร่างอย่างเดียว แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอื่น ๆ ตามมาได้ เช่น
- เบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้น้อยลง ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง
- ความดันโลหิตสูง หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหลอดเลือด
- โรคหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
- โรคไขมันพอกตับ ไขมันสะสมในตับมากขึ้น จนอาจเกิดตับอักเสบได้
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นอนกรน หายใจสะดุดระหว่างหลับ และตื่นมาไม่สดชื่น
- ข้อเข่าเสื่อม น้ำหนักตัวที่มากขึ้นทำให้ข้อเข่ารับแรงกดมากขึ้น
- มะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
โรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับคนที่เป็นโรคอ้วนทุกคนครับ แต่แนะนำให้เริ่มดูแลน้ำหนักตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

คลินิกโรคอ้วน เลือกอย่างไร
ถ้ากำลังมองหาคลินิกโรคอ้วน อย่าเพิ่งดูแค่โปรแกรมลดน้ำหนัก แต่ควรเช็กเรื่องเหล่านี้ก่อน
- คลินิกได้มาตรฐาน มีใบอนุญาตสถานพยาบาลถูกต้อง
- มีแพทย์ดูแล ตรวจประเมินสุขภาพก่อนเริ่มรักษา
- ตรวจหาปัจจัยเสี่ยง ดูค่า BMI รอบเอว และโรคประจำตัวร่วมด้วย
- มีแผนรักษาชัดเจน อธิบายวิธีรักษาและผลข้างเคียงอย่างตรงไปตรงมา
- ใช้ยาอย่างเหมาะสม หากจำเป็นต้องใช้ยาลดน้ำหนัก ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
- ติดตามผลต่อเนื่อง ประเมินน้ำหนัก สุขภาพ และปรับแผนตามผลการรักษา
แนะนำให้เลือกคลินิกที่มีการตรวจสุขภาพและติดตามผลจริง ๆ เพราะการลดน้ำหนักที่ดีควรทำได้อย่างปลอดภัยและไม่กลับมาอ้วนซ้ำง่าย ๆ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอ้วน
โรคอ้วน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร
โรคอ้วน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Obesity หมายถึงการมีไขมันสะสมมากจนกระทบสุขภาพ ส่วน Overweight คือภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคอ้วนเสมอไป
BMI เท่าไหร่ถึงเรียกว่าโรคอ้วน
ตามเกณฑ์ที่ใช้ในไทย BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไปถือว่าเข้าข่ายโรคอ้วน ส่วนเกณฑ์ WHO ทั่วไปเริ่มที่ 30 แต่หมอจะดูรอบเอวและสุขภาพร่วมด้วย ไม่ได้ดูแค่ BMI อย่างเดียว
โรคอ้วนลงพุงต่างจากโรคอ้วนทั่วไปอย่างไร
โรคอ้วนทั่วไปดูไขมันสะสมในร่างกายโดยรวม ส่วนโรคอ้วนลงพุงเน้นไขมันบริเวณหน้าท้อง โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง บางคนไม่ได้ดูอ้วนมาก แต่ก็มีภาวะอ้วนลงพุงได้
โรคอ้วนรักษาหายไหม
โรคอ้วนรักษาและควบคุมให้ดีขึ้นได้ ทั้งเรื่องน้ำหนักและสุขภาพ แต่มีโอกาสกลับมาอ้วนซ้ำได้ หมอจึงแนะนำให้ดูแลเรื่องอาหารลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย และรักษาพฤติกรรมที่ดีไว้ต่อเนื่อง
ลดน้ำหนักเองเมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ถ้าปรับอาหารและออกกำลังกายต่อเนื่องแล้วน้ำหนักยังไม่ลด หรือมีปัญหาสุขภาพร่วมด้วย เช่น น้ำตาลสูง ความดันสูง หมอแนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและวางแผนลดน้ำหนักให้เหมาะกับร่างกาย
เด็กเป็นโรคอ้วน ใช้เกณฑ์ BMI แบบผู้ใหญ่ได้ไหม
ไม่ได้ครับ เพราะเด็กยังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ต้องใช้ BMI เทียบกับอายุและเพศตามกราฟการเจริญเติบโต ไม่สามารถใช้เกณฑ์เดียวกับผู้ใหญ่มาประเมินได้
สรุป
โรคอ้วนไม่ได้เกิดจากการกินเยอะอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ฮอร์โมน และการใช้ชีวิตด้วย หากน้ำหนักขึ้นหรือรอบเอวเพิ่ม หมอแนะนำให้เช็ก BMI และสุขภาพโดยรวม ส่วนการรักษาอาจเริ่มจากการปรับอาหารและออกกำลังกาย แต่ถ้าลดน้ำหนักเองแล้วยังไม่สำเร็จ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีที่เหมาะกับตัวเอง
แหล่งอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Obesity and Overweight.
- National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Overweight and Obesity Management (NG246).
- World Health Organization (WHO). The Asia-Pacific Perspective: Redefining Obesity and Its Treatment.
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK). Factors Affecting Weight & Health.
- บทความวิชาการเกี่ยวกับกลไกและการจำแนกโรคอ้วน. PubMed Central (PMC).
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK). Prescription Medications to Treat Overweight & Obesity.
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK). Types of Weight-loss Surgery.
- World Health Organization (WHO). Physical Activity.



