ฉีดฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร แต่ละจุดใช้กี่ CC ครั้งแรกต้องรู้อะไรบ้าง

ฉีดฟิลเลอร์ Apex

ก่อนฉีดฟิลเลอร์หลายคนมักถามว่าต้องฉีดตรงไหน ใช้กี่ CC ดี ซึ่งปกติก็ใช้กันอยู่ที่ประมาณ 1-2 CC แต่อยากให้ดูก่อนว่าปัญหาหลักอยู่ตรงไหน เพราะฟิลเลอร์ปริมาณเท่ากัน ฉีดคนละจุดก็ให้ความเปลี่ยนแปลงต่างกัน หากเติมไม่ตรงจุด แม้ใช้หลาย CC ก็อาจไม่ตอบโจทย์

ปริมาณที่ระบุในบทความเป็นช่วงโดยประมาณ ไม่ใช่สูตรตายตัว ปริมาณจริงขึ้นอยู่กับโครงหน้า ความลึกของร่อง เนื้อเยื่อเดิม รุ่นของฟิลเลอร์ และเป้าหมายของแต่ละคน

สารบัญฉีดฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์ คืออะไร

ฉีดฟิลเลอร์ (Filler) คือการใช้สารเติมเต็มกลุ่ม Hyaluronic Acid หรือ HA เพื่อเติมส่วนที่ยุบ ลดร่องลึก หรือปรับสัดส่วนบางจุดของใบหน้า โดยหมอจะเลือกทั้งตำแหน่ง ปริมาณ และรุ่นของฟิลเลอร์ให้เหมาะกับลักษณะเนื้อเยื่อและโครงหน้าของแต่ละคน

ฉีดฟิลเลอร์ช่วยอะไรได้บ้าง

โดยทั่วไปฟิลเลอร์แต่ละตำแหน่งก็ให้ความเปลี่ยนแปลงต่างกันไป โดยผลลัพธ์จะเน้นเติมในจุดที่ยุบ เป็นร่อง หรือขาดวอลลุ่ม เช่น

  • เติมเต็มร่องลึก เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก
  • เติมบริเวณที่ยุบตอบ เช่น ขมับ แก้มตอบ
  • เสริมคางให้ได้สัดส่วนมากขึ้น
  • เติมริมฝีปากให้อวบอิ่มขึ้น
  • ช่วยให้ผิวบางจุดดูเรียบและชุ่มชื้นขึ้น
  • ช่วยให้สัดส่วนใบหน้าดูสมดุลขึ้น

อยากให้หน้าดูดีขึ้น ควรเริ่มฉีดฟิลเลอร์ตรงไหนก่อน

เวลามองหน้าตัวเอง เรามักเห็นทุกอย่างพร้อมกันจนรู้สึกว่าต้องแก้หลายจุด แต่ในความเป็นจริง บางครั้งมีเพียง 1–2 จุดที่ส่งผลต่อภาพรวมได้ ตัวอย่างเช่น

  • หน้าดูเหนื่อย ใต้ตาลึก มักเริ่มที่ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
  • หน้าดูตอบ ขมับบุ๋ม อาจเติมฟิลเลอร์ขมับหรือแก้มตอบ
  • ร่องแก้มชัด หน้าดูมีอายุ ควรดูทั้งร่องแก้มและหน้าแก้ม
  • คางสั้น หน้าดูกลม มักฉีดฟิลเลอร์คางก่อน
  • ปากบาง หรือทรงปากยังไม่ชัด อาจฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปาก


การเริ่มจากปัญหาหลักก่อนมักช่วยลดการเติมที่ไม่จำเป็น และทำให้วางงบประมาณได้ง่ายกว่า

ฉีดฟิลเลอร์ตรงไหนเห็นความต่าง

ฉีดฟิลเลอร์ตรงไหนเห็นความต่าง

การฉีดฟิลเลอร์ ไม่ได้มีจุดหนึ่งที่ฉีดแล้วเห็นความต่างชัดเจนสำหรับทุกคน เพราะแต่ละใบหน้ามีจุดที่ทำให้ดูเหนื่อย ดูตอบ หรือเสียสัดส่วนไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น

  • ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ช่วยเติมบริเวณที่ลึกหรือเป็นร่อง ให้ใต้ตาดูเต็มขึ้น
  • ฉีดฟิลเลอร์ขมับ ช่วยเติมขมับที่ตอบ ให้ช่วงด้านข้างของหน้าดูต่อเนื่องขึ้น
  • ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ ช่วยเติมส่วนที่ยุบหรือตอบ ให้ใบหน้าดูเต็มขึ้น
  • ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ช่วยเติมร่องข้างจมูกที่เห็นชัด ให้ร่องดูตื้นลง
  • ฉีดฟิลเลอร์คาง ช่วยปรับทรงคางและสัดส่วนช่วงล่างของใบหน้าให้เข้ากับโครงหน้า
  • ฉีดฟิลเลอร์ปาก ช่วยปรับทรง เพิ่มความอิ่ม หรือแก้สัดส่วนริมฝีปากที่ไม่เท่ากัน
  • ฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก ช่วยเติมบริเวณที่แบนหรือยุบ ให้รูปหน้าผากดูต่อเนื่องขึ้น
  • ฉีดฟิลเลอร์แก้มส้ม ช่วยเติมช่วงหน้าแก้มที่แบนหรือยุบ ให้ช่วงกลางหน้าดูเต็มขึ้น


จึงไม่ควรเลือกจุดฉีดจากคำว่าจุดนี้ฮิต เพียงอย่างเดียว แต่ควรดูว่าจุดไหนเป็นต้นเหตุของสิ่งที่เรากังวลจริง ๆ

ฉีดฟิลเลอร์แต่ละจุดมักใช้กี่ CC

ฉีดฟิลเลอร์แต่ละจุดมักใช้กี่ CC

ปริมาณฟิลเลอร์ด้านล่างเป็นเพียงช่วงที่ใช้กันโดยทั่วไป เพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ ก่อน โดยปริมาณจริงของแต่ละคนอาจมากหรือน้อยกว่านี้ได้ เช่น

  • ฟิลเลอร์ใต้ตา ประมาณ 1–2 CC รวมสองข้าง
  • ฟิลเลอร์ขมับ ประมาณ 1–2 CC ต่อข้าง
  • ฟิลเลอร์แก้มตอบ ประมาณ 1–2 CC ต่อข้าง
  • ฟิลเลอร์แก้มส้ม ประมาณ 1–2 CC รวมสองข้าง
  • ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ประมาณ 1–2 CC รวมสองข้าง
  • ฟิลเลอร์คาง ประมาณ 1–2 CC
  • ฟิลเลอร์ปาก ประมาณ 0.5–1 CC
  • ฟิลเลอร์หน้าผาก ประมาณ 2–4 CC หรือมากกว่า
  • ฟิลเลอร์กรอบหน้า ประมาณ 1–2 CC ต่อข้าง หรือมากกว่า

ทำไมฉีดฟิลเลอร์จุดเดียวกันแต่ใช้ CC ไม่เท่ากัน

แม้จะฉีดบริเวณเดียวกัน แต่ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ของแต่ละคนอาจไม่เท่ากันเพราะหลายปัจจัย เช่น

  • ความลึกของร่องหรือการยุบตัว
  • โครงกระดูกเดิม
  • ปริมาณไขมันและเนื้อเยื่อบนใบหน้า
  • ความหนาของผิว
  • ฟิลเลอร์เดิมที่ยังเหลืออยู่
  • รุ่นและคุณสมบัติของฟิลเลอร์ที่เลือก
  • เป้าหมายว่าต้องการแก้เพียงเล็กน้อยหรือปรับโครงสร้างมากขึ้น


จึงไม่ควรเอาจำนวน CC ของรีวิวคนหนึ่งมาใช้เป็นสูตรกับอีกคน แม้จะฉีดบริเวณเดียวกันก็ตาม

ฉีดฟิลเลอร์หลายจุดพร้อมกันได้ไหม ต้องใช้กี่ CC

ฉีดฟิลเลอร์หลายจุดพร้อมกันได้ในบางเคส ถ้าหมอประเมินแล้วว่าควรแก้หลายตำแหน่งร่วมกันเพื่อให้สัดส่วนใบหน้าดูต่อเนื่อง โดยตัวอย่างจุดที่มักวางแผนฉีดร่วมกัน เช่น

  • ใต้ตา + แก้มส้ม ประมาณ 2–4 CC รวมทั้งหมด
  • ขมับ + แก้ม ประมาณ 3–6 CC รวมทั้งหมด
  • ร่องแก้ม + แก้มส่วนกลาง ประมาณ 2–4 CC รวมทั้งหมด
  • คาง + กรอบหน้า ประมาณ 3–6 CC รวมทั้งหมด
  • ปาก + คาง ประมาณ 1.5–3 CC รวมทั้งหมด
  • หน้าผาก + ขมับ ประมาณ 4–8 CC รวมทั้งหมด
บางเคสหมออาจแบ่งทำเป็นหลายครั้ง โดยเริ่มจากจุดที่มีผลต่อสัดส่วนใบหน้าก่อน แล้วค่อยประเมินว่าจำเป็นต้องเติมจุดอื่นเพิ่มเติมหรือไม่

จุดไหนฉีดฟิลเลอร์ยากหรือมีความเสี่ยงสูง ต้องระวังเป็นพิเศษ

บางบริเวณของใบหน้าไม่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ในทุกเคส เพราะมีทั้งเรื่องความบางของผิว เส้นเลือดสำคัญ และความเสี่ยงที่ต้องประเมินก่อน เช่น

  • หว่างคิ้ว เส้นเลือดเยอะ ความเสี่ยงสูง
  • จมูกบางจุด พื้นที่แคบและมีเส้นเลือดสำคัญ
  • เปลือกตาบน ผิวบางมาก ต้องเลือกเคส
  • จุดที่อักเสบหรือติดเชื้อ ควรรอให้หายก่อน
  • จุดที่มีฟิลเลอร์เดิมเป็นก้อนหรือผิดปกติ ควรให้หมอประเมินก่อนเติมใหม่

ฉีดฟิลเลอร์ประเภทไหน เหมาะกับผิวเราบ้าง

ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นมีความนิ่ม ความแน่น และความยืดหยุ่นของเนื้อเจลต่างกัน จึงเหมาะกับตำแหน่งและเป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน เช่น

  • เนื้อละเอียด นิ่ม เหมาะกับผิวบาง เช่น ใต้ตา หรือริ้วรอยตื้น เน้นให้กลืนกับผิว
  • เนื้อนิ่ม ยืดหยุ่นดี เหมาะกับปากหรือบริเวณที่ขยับบ่อย ให้ทรงดูเป็นธรรมชาติ
  • เนื้อปานกลาง เหมาะกับขมับ แก้ม หรือร่องแก้ม ใช้เติมส่วนที่ยุบหรือตอบ
  • เนื้อแน่น อยู่ทรงดี เหมาะกับคาง กรอบหน้า หรือจุดที่ต้องการพยุงโครงให้ชัดขึ้น
  • เนื้อที่เน้นเติมความชุ่มชื้น เหมาะกับผิวแห้งหรือผิวที่ต้องการดูเรียบและอิ่มน้ำขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี

ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่พบบ่อยจะมีหลายแบรนด์ โดยแต่ละแบรนด์มีหลายรุ่นและเนื้อเจลต่างกัน เช่น

  • ฟิลเลอร์ Restylane มีหลายรุ่น หลายความแน่น ใช้ได้หลายตำแหน่ง
  • ฟิลเลอร์ Juvéderm มีรุ่นที่เน้นวอลลุ่ม ความยืดหยุ่น และริมฝีปาก
  • ฟิลเลอร์ Belotero มีเนื้อเจลหลายระดับ เลือกใช้ตามความลึกของปัญหา
  • ฟิลเลอร์ Teosyal มีรุ่นที่เหมาะกับบริเวณที่ขยับบ่อย เช่น ริมฝีปาก

ฉีดฟิลเลอร์กี่วันถึงจะเข้าที่

หลังฉีดฟิลเลอร์โดยทั่วไปจะเริ่มเข้าที่ประมาณ 7–14 วัน ช่วงแรกอาจมีบวม ตึง หรือรูปทรงดูไม่เรียบเล็กน้อยจากอาการหลังฉีด เมื่ออาการบวมลดลง ฟิลเลอร์จะค่อย ๆ กลืนกับเนื้อเยื่อมากขึ้น และมักประเมินผลได้ชัดขึ้นราว 2 สัปดาห์
ระยะเวลาที่ฟิลเลอร์เข้าที่อาจต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด ชนิดของฟิลเลอร์ ปริมาณที่ใช้ และอาการบวมหลังทำ
ฉีดฟิลเลอร์มีความเสี่ยงอะไรที่ควรรู้

ฉีดฟิลเลอร์มีความเสี่ยงอะไรที่ควรรู้

แม้การฉีดฟิลเลอร์จะเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด แต่ก็ไม่ใช่หัตถการที่ไม่มีความเสี่ยง ซึ่งอาการที่พบได้หลังฉีด ได้แก่

  • บวม
  • แดง
  • เจ็บหรือระบม
  • รอยช้ำ
  • ก้อนหรือความไม่เรียบบางช่วง


นอกจากนี้ยังมีภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย เช่น การอุดตันของหลอดเลือด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินและรักษา หากหลังฉีดมีอาการปวดมากผิดปกติ ผิวซีด ผิวเปลี่ยนสี หรือมีความผิดปกติด้านการมองเห็น ควรติดต่อสถานพยาบาลทันที

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์

ก่อนฉีดฟิลเลอร์ทั่วไปก็ไม่ได้เตรียมตัวยุ่งยากมาก โดยแนะนำให้เช็กเรื่องยา สุขภาพ และสภาพผิวก่อนเข้ารับบริการเล็กน้อย เช่น

  • แจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ และประวัติแพ้ยา
  • แจ้งประวัติการฉีดฟิลเลอร์เดิม รวมถึงตำแหน่งและช่วงเวลาที่เคยฉีด
  • เลี่ยงยาและอาหารเสริมที่เพิ่มความเสี่ยงช้ำหรือเลือดออกหรือปรึกษาก่อน
  • งดแอลกอฮอล์ก่อนฉีดฟิลเลอร์ประมาณ 24 ชั่วโมง
  • หากมีสิวอักเสบ แผล หรือการติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด ควรเลื่อนทำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และล้างหน้าให้สะอาดก่อนเข้ารับบริการ

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ใช้เวลาประมาณ 30–60 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดที่ทำและรายละเอียดของแต่ละเคส โดยมีขั้นต้นเบื้องต้น ดังนี้

  • ประเมินโครงหน้าและจุดที่ต้องการฉีดตาม Protocol
  • วางแผนตำแหน่งและปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสม
  • ทำความสะอาดผิวและเตรียมบริเวณที่จะฉีด
  • ทายาชาหรือประคบเย็นตามความเหมาะสม
  • ฉีดฟิลเลอร์ในตำแหน่งที่วางแผนไว้
  • ตรวจความเรียบร้อยและให้คำแนะนำหลังฉีด

หลังฉีดฟิลเลอร์ดูแลตัวเองอย่างไรดี

หลังฉีดฟิลเลอร์จริง ๆ แล้วยังใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เพียงแค่ช่วงแรกควรระมัดระวัง เช่น
ประคบเย็นเบา ๆ หากมีบวมหรือช้ำในช่วงแรก

  • หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือคลึงบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์
  • งดความร้อนจัด เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ หรือออกกำลังกายหนักช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก
  • งดแอลกอฮอล์ในช่วงแรก เพื่อลดโอกาสบวมและช้ำเพิ่ม
  • นอนหนุนหมอนสูงเล็กน้อยในคืนแรก และหลีกเลี่ยงการกดทับจุดที่ฉีด
  • ล้างหน้าและทาสกินแคร์ได้ตามปกติ แต่ควรทำอย่างเบามือ
  • หากมีอาการปวดมาก สีผิวผิดปกติ หรือบวมมากขึ้น ควรติดต่อกลับมาทันที

รีวิวฉีดฟิลเลอร์ Before-After

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล ใช้เป็นตัวอย่างผลจากการเข้ารับรักษาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย

ฉีดฟิลเลอร์ราคาเท่าไหร่

โดยทั่วไปราคาฉีดฟิลเลอร์มักอยู่ที่ประมาณ 10,000–25,000 บาทต่อ 1 CC แต่อาจแตกต่างกันตามคลินิก ยี่ห้อ รุ่น และปริมาณที่ใช้ โดยที่ APEX มีราคาประมาณดังนี้

  • Juvederm ราคา 20,000 บาท ต่อ 1 CC
  • Belotero ราคา 20,000 บาท ต่อ 1 CC
  • Restylane ราคา 20,000 บาท ต่อ 1 CC
  • Restylane (Vital / Vital Light) ราคา 12,900 บาท ต่อ 1 CC
  • Definisse Restore ราคา 20,000 บาท ต่อ 1 CC
  • Definisse Core ราคา 25,000 บาท ต่อ 1 CC

โปรโมชันฟิลเลอร์ที่ APEX

  • Filler Lip Free Pico (Kysse) ราคา 9,900 บาท
  • Filler Lip or Under Eye (Juvederm) ราคา 12,900 บาท
  • Filler 3 Free 1 ราคา 60,000 บาท
  • Filler Juvederm Volux 3 Free 1 ราคา 75,000 บาท


ราคาและโปรโมชันอาจมีการเปลี่ยนแปลง แนะนำสอบถามรายละเอียดกับ APEX ก่อนเข้ารับบริการ

ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี

ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ควรเลือกจากอะไร

ที่ APEX เราดูแลเคสฉีดฟิลเลอร์ตาม Apex Protocol เริ่มจากประเมินโครงหน้าอย่างละเอียด เพื่อวางแผนว่าควรเติมจุดไหนและใช้กี่ CC รวมถึงมีสิ่งที่ผู้รับบริการสามารถตรวจสอบได้ ดังนี้

  • ตรวจสอบเลขใบอนุญาต 11 หลักที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุขได้ที่หน้าสาขา
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ เพราะทำงานร่วมกับผู้นำเข้าของแต่ละแบรนด์
  • ให้บริการโดยแพทย์ที่สามารถตรวจสอบรายชื่อผ่านเว็บไซต์แพทยสภาได้
  • ดูรุ่น กล่อง และข้อมูลผลิตภัณฑ์ก่อนฉีดได้ เพื่อเช็กว่าฟิลเลอร์ที่ใช้เป็นแบรนด์และรุ่นใด
  • ประเมินก่อนกำหนดจำนวน CC ตาม Apex Protocol ให้เหมาะสมกับแต่ละคน
  • มีหลายสาขาทั่วประเทศ ช่วยให้สะดวกต่อการเข้ารับบริการ เช็กได้ผ่าน สาขา APEX ที่ให้บริการ
  • มีช่องทางติดต่อชัดเจน เช่น LINE Official Account, Facebook Inbox, เบอร์โทรศัพท์สำนักงานใหญ่ 02-258-4353 หรือติดต่อสาขาที่เข้ารับบริการ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์

เห็นความแตกต่างได้ในบางจุด โดยเฉพาะพื้นที่เล็กหรือจุดที่ยุบไม่มาก แต่ถ้าปัญหาค่อนข้างชัด 1 CC อาจยังไม่พอ
ช่วงแรกอาจมีบวมได้ตามปกติ ส่วนจะดูเยอะเกินไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ปริมาณ และการวางแผนให้เหมาะกับโครงหน้าของแต่ละคน
เติมได้ในบางกรณี แต่ควรประเมินก่อนว่าฟิลเลอร์เดิมยังอยู่ตรงไหน เหลือมากน้อยแค่ไหน และมีความผิดปกติหรือไม่
ขึ้นอยู่กับจุดที่ฉีดและปริมาณที่ใช้ บางคนปรับเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ดูสมดุลขึ้น ขณะที่บางเคสอาจเห็นความต่างชัดกว่าตามปัญหาเดิม

สรุป

โดยรวมการฉีดฟิลเลอร์ควรดูเป็นรายเคส เพราะแม้จะฉีดจุดเดียวกัน แต่แต่ละคนอาจใช้จำนวน CC และเลือกเนื้อฟิลเลอร์ต่างกันตามโครงหน้า ผิว และปัญหาที่มี บางเคสแก้เพียง 1–2 จุดก็เพียงพอ ขณะที่บางคนอาจต้องวางแผนหลายตำแหน่งร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องเติมเยอะทุกจุด หมอจะดูว่าเติมตรงไหน ใช้เท่าไร และเลือกฟิลเลอร์แบบไหนให้เหมาะกับใบหน้าของแต่ละคนมากกว่า

รับคำปรึกษาฟรี
เมื่อลงทะเบียนถือว่าท่านยอมรับ เงื่อนไขการใช้บริการ และ นโยบายความเป็นส่วนตัว