ดูดไขมัน ลดสัดส่วน ปรับรูปร่างให้กระชับ ด้วยเทคนิคปลอดภัย

ดูดไขมัน ลดสัดส่วน ปรับรูปร่างให้กระชับ

ไขมันสะสมเฉพาะจุด เป็นปัญหาที่กวนใจใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา หรือแม้แต่เหนียงใต้คาง ล้วนเป็นอุปสรรคต่อความมั่นใจในการสวมใส่เสื้อผ้าและใช้ชีวิตประจำวัน การดูดไขมันจึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถกำจัดไขมันส่วนเกินได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว วันนี้เรามาดูกันว่า เทคนิคใหม่ ๆ ในการทำมีอะไรบ้าง รวมถึงเราควรรู้อะไรบ้างก่อนตัดสินใจทำ

เลือกหัวข้อดูดไขมันที่สนใจ

ดูดไขมัน คืออะไร

การดูดไขมัน (Liposuction) คือการศัลยกรรมที่ช่วยลดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกายผ่านเครื่องมือพิเศษ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่ต้องการปรับรูปร่างให้สมส่วน แต่ไม่ได้ใช้เป็นวิธีลดน้ำหนักโดยตรง เป็นเพียงการลดไขมันในส่วนที่ไม่ต้องการและเป็นปัญหา โดยแพทย์จะใช้ท่อขนาดเล็กที่เรียกว่า แคนนูลา (Cannula) ใส่เข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จากนั้นจะดูดออกมาด้วยเครื่องดูดสุญญากาศ กระบวนการนี้ช่วยลดไขมันบริเวณที่ต้องการปรับแต่ง

ดูดไขมัน คืออะไร

ใครที่เหมาะกับการดูดไขมัน

  • ผู้ที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน สะโพก เหนียง หรือบริเวณที่ลดได้ยากแม้จะออกกำลังกายและควบคุมอาหาร
  • ผู้ที่น้ำหนักตัวคงที่ ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักจำนวนมาก แต่เหมาะกับคนที่มีค่า BMI ปกติหรือใกล้เคียง
  • ผู้ที่ผิวหนังมีความยืดหยุ่นดี หากผิวหนังมีความกระชับดี จะช่วยให้หลังทำแล้วผิวไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป
  • ผู้ที่สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือภาวะเลือดออกง่าย ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการทำหัตถการ
  • ผู้ที่คาดหวังผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จริง ช่วยให้รูปร่างดูดีขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนักหลัก
  • ผู้ที่พร้อมดูแลตัวเองหลังทำ เช่น ใส่ชุดกระชับ ออกกำลังกายเบา ๆ และควบคุมอาหารเพื่อป้องกันไขมันกลับมาใหม่

ใครที่ไม่เหมาะกับการดูดไขมัน

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี โรคหัวใจและหลอดเลือดที่รุนแรง หรือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือดเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อในร่างกาย การติดเชื้ออาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด
    หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการทำหัตถการประเภทนี้
  • ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) สูงมากเกินไป การดูดไขมันไม่ใช่ทางเลือกหลักสำหรับการลดน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรง
  • ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยมาก การดูดไขมันอาจทำให้ผิวหนังที่หย่อนคล้อยอยู่แล้วดูแย่ลง หากไม่มีการทำหัตถการกระชับผิวควบคู่ไปด้วย

ข้อดี-ข้อจำกัด ของการดูดไขมัน

ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีลดไขมันที่ได้ผลลัพธ์ชัดเจน แต่ก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่ควรคำนึงถึงก่อนตัดสินใจทำ ดังนี้

ข้อดีของการดูดไขมัน

  • สามารถกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด เหมาะสำหรับคนที่มีไขมันสะสมบางจุดที่กำจัดออกได้ยาก
  • ทำให้รูปร่างกระชับขึ้น ช่วยในการลดสัดส่วน ทำให้หุ่นเพรียว สมส่วนขึ้น
  • ผลลัพธ์รวดเร็ว เห็นความเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ และชัดเจนขึ้นภายใน 3-6 เดือน
  • ไขมันบริเวณที่ดูดออกไปไม่กลับมา หากควบคุมน้ำหนักอย่างเหมาะสม
  • สามารถใช้ไขมันไปเติมเต็มส่วนอื่นของร่างกายได้ เช่น ฉีดไขมันหน้า หรือเสริมสะโพก

ข้อจำกัดของการดูดไขมัน

  • ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก เหมาะกับการปรับรูปร่าง ไม่ใช่การลดน้ำหนักสำหรับคนที่มีน้ำหนักเกินมาก
  • อาจมีอาการบวม ฟกช้ำ หรือชา อาการเหล่านี้จะดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์
  • ต้องใช้เวลาพักฟื้น อาจต้องหยุดงานหรือเลี่ยงกิจกรรมหนัก ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  • ผิวหนังอาจหย่อนคล้อยหลังทำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุเยอะหรือมีผิวที่ไม่กระชับ
  • ต้องดูแลตัวเองหลังทำ เช่น ใส่ชุดกระชับร่างกาย ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายเพื่อป้องกันไขมันสะสมใหม่

ดูดไขมัน ทำตำแหน่งไหนได้บ้าง

  • ดูดไขมันหน้าท้อง กำจัดไขมันส่วนเกินทั้งหน้าท้องบนและล่าง ปรับรูปร่างให้แบนราบ
  • ดูดไขมันเอว สร้างส่วนเว้าส่วนโค้ง เพิ่มความเซ็กซี่ให้รูปร่าง
  • ดูดไขมันสะโพก ปรับขนาดและรูปร่างสะโพกให้ได้สัดส่วนกับเอวและต้นขา
  • ดูดไขมันแผ่นหลัง ลดไขมันส่วนเกิน ช่วยให้ใส่เสื้อผ้าได้สวยงามยิ่งขึ้น
  • ดูดไขมันต้นแขน ลดไขมันส่วนเกิน ทำให้แขนเรียวและกระชับ
  • ดูดไขมันต้นขา ปรับรูปร่างต้นขาด้านในและด้านนอก ลดไขมันส่วนเกินที่ทำให้ขาเบียด
  • ดูดไขมันเหนียง กำจัดไขมันใต้คางและลำคอ สร้างกรอบหน้าและแนวกรามให้คมชัด
  • ดูดไขมันหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กและได้สัดส่วน
เทคนิคดูดไขมัน มีอะไรบ้าง

เทคนิคการดูดไขมันมีอะไรบ้าง

ปัจจุบันมีเทคนิคต่าง ๆ มากมาย ที่ช่วยในการลดผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังทำ รวมถึงสามารถลดอาการเจ็บปวดของผู้รับบริการได้ โดยเทคนิคต่าง ๆ มีดังนี้

ดูดไขมันเทคนิคดั้งเดิม

เป็นเทคนิคที่ใช้มานาน โดยจะใช้ท่อ (Cannula) สอดเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อดูดออกมา โดยแพทย์จะใช้การเคลื่อนท่อ Cannula ไปมาเพื่อสลายไขมันและลดไขมัน ซึ่งอาจทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อโดยรอบมากกว่าเทคนิคอื่น ทำให้เกิดอาการบวมช้ำมากกว่า และอาจต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้แล้ว เนื่องจากมีเทคนิคอื่นที่ทันสมัยกว่าและให้ผลข้างเคียงน้อยกว่า

ดูดไขมันเทคนิค J-Plasma

เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ก๊าซฮีเลียมเปลี่ยนเป็นพลังงานพลาสมา (Radiofrequency) ปล่อยออกมาใต้ผิวหนังหลังการทำ เพื่อกระตุ้นให้ผิวหนังหดตัวและกระชับขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องผิวหย่อนคล้อยหลังทำ J-Plasma ช่วยลดความหย่อนคล้อยได้ดีกว่าการดูดไขมันเพียงอย่างเดียว และยังสามารถใช้ร่วมกับเทคนิคอื่นๆ ได้อีกด้วย

ดูดไขมันเทคนิค Vaser

เทคนิค Vaser LipoSelection หรือที่เรียกกันว่า Vaser Lipo เป็นการใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ที่มีความจำเพาะเจาะจงสูง ส่งผ่านหัวโพรบเข้าไปลดไขมัน พลังงานอัลตราซาวด์จะเปลี่ยนไขมันแข็งให้กลายเป็นของเหลว โดยที่ไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง เช่น เส้นประสาท หรือเส้นเลือด ทำให้ไขมันสามารถถูกดูดออกมาได้ง่ายดายและอ่อนโยนยิ่งขึ้น จุดเด่นคือการช่วยให้ผิวหนังบริเวณที่ดูดไขมัน หดตัวและกระชับขึ้น ได้ดีกว่าเทคนิคดั้งเดิม และมีอาการบวมช้ำน้อยกว่า

ดูดไขมันเทคนิค Body-jet

เทคนิค Body-jet หรือ WAL เป็นการใช้แรงดันน้ำ (Water Jet) เข้าไปฉีดเพื่อแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบข้างอย่างอ่อนโยน แรงดันน้ำจะช่วยให้ไขมันหลุดออกมาในสภาพเซลล์ที่ยังสมบูรณ์ ซึ่งเหมาะสำหรับการนำไขมันไปปลูกถ่ายหรือเติมเต็มส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย (Fat Grafting) ต่อไป จุดเด่นคือเป็นวิธีที่ อ่อนโยนต่อเนื้อเยื่อมากที่สุด ทำให้ลดการบาดเจ็บของเส้นประสาทและเส้นเลือดอย่างมาก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการบวมช้ำน้อยมาก และสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว

ดูดไขมันเทคนิค MicroAire

เทคนิค MicroAire หรือ PAL เป็นการใช้ท่อดูดไขมัน (Cannula) ที่มีการสั่นด้วยความถี่สูง หรือมีการเคลื่อนไหวแบบเร็ว (Rapid Reciprocating Motion) ซึ่งการสั่นนี้ช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถลดไขมันที่หนาแน่นและปริมาณมาก ออกมาได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยใช้แรงในการดูดไขมันจากแพทย์น้อยลง จุดเด่นคือประสิทธิภาพในการ กำจัดไขมันปริมาณมากในบริเวณที่มีพังผืดเยอะ เช่น หลัง หรือผู้ที่เคยดูดไขมันมาแล้ว ช่วยลดระยะเวลาในการผ่าตัดได้เป็นอย่างดี

ดูดไขมันเทคนิค LAMS (Local Anesthesia Mini-Liposuction)

เป็นเทคนิคที่ใช้ยาชาเฉพาะที่ (Local Anesthesia) เท่านั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกำจัดไขมันในบริเวณเล็กๆ น้อยๆ เช่น เหนียง ต้นแขนเล็กน้อย หรือหน้าท้องส่วนล่าง LAMS เป็นการผ่าตัดเล็ก ใช้เวลาไม่นาน พักฟื้นเร็ว และมีแผลดูดไขมันขนาดเล็กมาก แต่ไม่เหมาะกับการทำในปริมาณมากหรือบริเวณกว้าง

เปรียบเทียบเทคนิคดูดไขมัน แต่ละแบบ

การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน ป้องกันตัวเองจากผลข้างเคียง

  • ปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการ ตรวจเช็กร่างกายว่าพร้อมสำหรับการทำศัลยกรรมหรือไม่ แจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัวหรือยาที่รับประทานอยู่
  • งดอาหารเสริมหรือยาบางชนิดที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด หลีกเลี่ยงแอสไพริน, วิตามินอี, โสม, กระเทียม และน้ำมันปลา อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนทำ
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • เตรียมเสื้อผ้าที่ใส่สบายในวันผ่าตัด ควรเป็นเสื้อผ้าหลวมๆ ที่ใส่ง่าย ไม่รัดแน่นจนเกินไป
  • จัดเตรียมที่พักและผู้ดูแล หากดูดหลายจุด ควรมีคนช่วยดูแลช่วงพักฟื้น
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังการผ่าตัด

ขั้นตอนการดูดไขมัน

การดูดไขมันแต่ละเทคนิคอาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วขั้นตอนหลักของการดูดไขมันจะคล้ายคลึงกัน ดังนี้

  1. การปรึกษาและวางแผน ในขั้นตอนแรก แพทย์จะประเมินสุขภาพของผู้ป่วย ปริมาณไขมันที่ต้องการกำจัด และสภาพผิวหนัง พร้อมทั้งเลือกเทคนิคการดูดไขมันที่เหมาะสมที่สุด
  2. การระงับความรู้สึก ผู้ป่วยจะได้รับยาชาเฉพาะที่ ร่วมกับยานอนหลับ หรือในบางกรณีอาจใช้ยาสลบ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำและปริมาณไขมันที่ดูด
  3. การฉีดสารน้ำ Tumescent ศัลยแพทย์จะฉีดสารน้ำ Tumescent เข้าไปในบริเวณที่ต้องการดูดไขมัน สารน้ำนี้ประกอบด้วยยาชาและยาหดหลอดเลือด เพื่อลดความเจ็บปวดและลดการสูญเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด
  4. การกำจัดไขมัน หากใช้เทคนิคพิเศษ (เช่น Vaser หรือ Body-jet) จะมีการส่งพลังงานเข้าไปกำจัดไขมันให้กลายเป็นของเหลวก่อน จากนั้น ศัลยแพทย์จะสอดท่อขนาดเล็กเข้าไปทางแผล และใช้แรงดูดเพื่อดูดไขมันที่สลายแล้วหรือไขมันส่วนเกินออกมาอย่างระมัดระวัง
  5. การปิดแผลและการสวมใส่ชุดกระชับ เมื่อดูดไขมันได้ตามปริมาณที่กำหนด แพทย์จะเย็บปิดแผลด้วยไหมละลายหรือไหมเย็บแผล และผู้ป่วยจะถูกสวมชุดกระชับทันที เพื่อช่วยลดอาการบวมช้ำ และช่วยให้ผิวหนังบริเวณที่ดูดไขมันหดตัวและแนบกับโครงสร้างด้านใน

การดูแลตัวเองหลังดูดไขมัน ให้ผลลัพธ์ยาวนาน

  • สวมชุดกระชับสัดส่วนตามที่แพทย์แนะนำ ลดอาการบวมและช่วยให้ผิวกระชับเร็วขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในช่วงแรก ควรพักฟื้นประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อนกลับมาออกกำลังกาย
  • ดื่มน้ำมาก ๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ช่วยให้ร่างกายขับของเสียและฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • งดบุหรี่และแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 เดือน ป้องกันการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายเร็ว
  • นวดลดบวมตามคำแนะนำของแพทย์ ช่วยลดพังผืดและทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ไขมันกลับมาใหม่และคงรูปร่างให้สวยงาม

ทำไมต้องเลือกโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งเอเพ็กซ์ในการดูดไขมัน

  • เทคโนโลยีทันสมัย เราใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการทำศัลยกรรม ซึ่งช่วยลดในการลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นและช่วยในการลดระยะพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บได้
  • ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ เรามีทีมแพทย์ผู้ชำนาญการและมีประสบการณ์ในด้านการทำศัลยกรรมโดยเฉพาะ
  • การดูแลความปลอดภัยของผู้รับบริการ เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนไข้เป็นอันดับแรก โรงพยาบาลดูดไขมันของเราได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างถูกต้องทุกประการ ใบอนุญาตที่  10202000367
  • ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ เรามุ่งมั่นที่จะให้ผลลัพธ์ตรงตามความต้องการของผู้รับบริการ ซึ่งเรามีเคสรีวิวเกี่ยวให้ได้ผู้รับบริการได้ดูก่อนตัดสินใจ
  • บริการที่ครอบคลุม เราให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษา การผ่าตัด ไปจนถึงการดูแลหลังการผ่าตัด เพื่อให้ผู้รับบริการได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ
ตรวจสอบมาตรฐานโรงพยาบาล กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ 

ศัลยกรรมดูดไขมัน ราคาเท่าไหร่

การดูดไขมันจะมีราคาที่แตกต่างกันในแต่ละส่วนของร่างกาย รวมไปถึงอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละเทคนิคที่ใช้ ซึ่งดูดไขมันที่ APEX Surgery ราคาเริ่มที่ 19,900 บาท มีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

ดูดไขมันต้นขา

  • Size S (BMI ไม่เกิน 22) 99,000 บาท
  • Size M (BMI ไม่เกิน 24) 109,000 บาท
  • Size L (BMI ไม่เกิน 26) 119,000 บาท

ดูดไขมันหน้าท้องและรอบเอว

  • Size S (BMI ไม่เกิน 22) 99,000 บาท
  • Size M (BMI ไม่เกิน 24) 109,000 บาท
  • Size L (BMI ไม่เกิน 26) 119,000 บาท

ดูดไขมันต้นแขน

  • Size S (BMI ไม่เกิน 22) 59,000 บาท
  • Size M (BMI ไม่เกิน 24) 69,000 บาท
  • Size L (BMI ไม่เกิน 26) 79,000 บาท

ดูดไขมันกรอบหน้าและเติมไขมันหน้า

  • โปรแกรมรีดดูดไขมันกรอบหน้า 19,900 บาท
  • โปรแกรมดูดไขมันกรอบหน้า 59,000 บาท
  • โปรแกรมเติมไขมันทั่วใบหน้า 49,000 บาท
  • โปรแกรมเติมไขมันทั่วหน้า ด้วย MAFT Gun 69,000 บาท

รีวิวก่อนและหลังดูดไขมัน

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล ใช้เป็นตัวอย่างผลจากการเข้ารับรักษาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย

คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับการดูดไขมัน

ระหว่างทำจะมีการใช้ยาชาหรือยาสลบ ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บปวดขณะทำ แต่หลังจากการทำแล้ว อาจมีอาการปวด บวม ช้ำ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวด โดยความเจ็บปวดหลังทำจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่ดูดออกและเทคนิคที่ใช้
โดยทั่วไป ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจกรรมเบาๆ ในชีวิตประจำวันและทำงานที่ไม่ได้ใช้แรงมากได้ภายใน 1-3 วัน แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากประมาณ 4-6 สัปดาห์
อาการบวมจะเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วง 1 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นอาการบวมจะค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง อาการบวมที่เห็นได้ชัดจะหายไปประมาณ 4-6 สัปดาห์ และอาการบวมเล็กน้อยจะยุบหายไปจนเห็นผลลัพธ์สุดท้ายที่สมบูรณ์ในเดือนที่ 3-6
ผู้ป่วยจะต้องสวมใส่ชุดกระชับตลอด 24 ชั่วโมง ยกเว้นตอนอาบน้ำ เป็นเวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นแพทย์อาจแนะนำให้ลดชั่วโมงการใส่ลง โดยชุดกระชับมีความสำคัญมากในการช่วยลดอาการบวมและทำให้ผิวหนังหดตัวเข้าที่ครับ
สามารถทำได้ โดยเรียกว่าการฉีดไขมันตัวเอง หรือ Fat Grafting ไขมันที่ดูดออกมาจะถูกนำไปผ่านกระบวนการเตรียม เพื่อให้ได้เซลล์ไขมันที่บริสุทธิ์และเหมาะสมกับการฉีด ซึ่งการฉีดไขมันตัวเองบนใบหน้า สามารถช่วยเติมเต็มริ้วรอย ร่องลึก หรือเพิ่มความอวบอิ่มให้กับใบหน้าได้
ถึงแม้ว่าจะเป็นการกำจัดเซลล์ไขมันออกจากร่างกายอย่างถาวร แต่หากเราไม่ควบคุมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ไขมันอาจกลับมาทำให้รูปร่างอ้วนขึ้นได้ ดังนั้น เพื่อรักษารูปร่างที่ดีหลังทำ ควรควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
สามารถทำได้ เรียกว่าการดูดไขมันแก้ ซึ่งมักทำเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เรียบเนียนหรือกำจัดไขมันที่หลงเหลืออยู่ โดยต้องรอให้บริเวณที่ดูดครั้งแรกฟื้นตัวเต็มที่ก่อน และต้องปรึกษาแพทย์ในการทำเคสแก้

สรุป ดูดไขมัน

การดูดไขมันเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับการกำจัดไขมันส่วนเกินที่ดื้อต่อการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร โดยเฉพาะการปรับรูปร่างให้ได้สัดส่วนและมีกรอบที่ชัดเจนขึ้น ข้อดีคือผลลัพธ์ที่ชัดเจนในบริเวณที่ทำ และเทคนิคสมัยใหม่ช่วยลดอาการบอบช้ำและเสริมการกระชับผิวได้ดี อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดคือไม่ใช่ทางเลือกสำหรับการลดน้ำหนัก และผู้ป่วยต้องพร้อมรับความเสี่ยงของการผ่าตัด พร้อมทั้งดูแลตัวเองหลังทำอย่างเคร่งครัด

หากสนใจดูดไขมันที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งเอเพ็กซ์ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยนะคะ เราสัญญาว่าจะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับทุกคนได้อย่างแน่นอนค่ะ

ช่องทางการติดต่อ

บทความดูดไขมันที่เกี่ยวข้อง
ดูดไขมันราคาเท่าไหร่

ดูดไขมันราคาเท่าไหร่ แต่ละส่วนราคาเท่ากันไหม ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง

ดูดไขมันในแต่ละคลินิกมักแตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปการดูดไขมันราคาจะเริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท ทั้งนี้การเลือกคลินิกที่มีมาตรฐานและแพทย์ถือเป็นสิ่งสำคัญ

อ่านต่อ »
ดูดไขมันที่ไหนดี

ดูดไขมันที่ไหนดี ใกล้รถไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ พร้อมข้อควรรู้

กำลังมองหาโรงพยาบาลดูดไขมันที่มีการออกแบบเฉพาะบุคคล ห้องผ่าตัดมาตรฐานโรงพยาบาลและเดินทางสะดวกอยู่ใช่ไหมคะ ที่ APEX Surgery Hospital สาขาเพลินจิต

อ่านต่อ »
รีวิวดูดไขมันกรอบหน้า

รีวิวดูดไขมันกรอบหน้าคุณโจนาทาน เปลี่ยนหน้าบานเป็นหน้าคมที่ APEX

ในโลกของโซเชียลมีเดียที่ทุกมุมมองต้องดูดีเสมอ การมีกรอบหน้าที่คมชัดคือหนึ่งในสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจได้อย่างมาก

อ่านต่อ »
ดูดไขมัน Body Jet

โปรแกรมดูดไขมัน Body Jet ดีไหม รวมข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจ

ปัญหาไขมันส่วนเกินสะสมเฉพาะจุด ไม่ว่าจะเป็นบริเวณหน้าท้อง, ต้นแขน, หรือต้นขา ถือเป็นความกังวลใจของใครหลายคนที่แม้จะควบคุมอาหาร

อ่านต่อ »
รับคำปรึกษาฟรี
เมื่อลงทะเบียนถือว่าท่านยอมรับ เงื่อนไขการใช้บริการ และ นโยบายความเป็นส่วนตัว