ปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร ลดได้จริงไหม มีความเสี่ยงอะไรบ้าง
หลายคนอาจอยากลองปักปากกาลดน้ำหนัก แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าปลอดภัยและลดได้จริงไหม ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าปากกาตัวนี้คือการใช้ GLP-1 เข้าไปช่วยคุมหิว ให้อิ่มนานขึ้น ลดปัญหาอาการโหยหรือตบะแตก จนน้ำหนักกลับมาดีดขึ้นเร็ว ซึ่งช่วยให้ผู้รับบริการหลาย ๆ เคสแฮปปี้กับการลดน้ำหนักขึ้น แต่ก่อนจะตัดสินใจ วันนี้เราจะมาสรุปข้อมูลสำคัญพร้อมเช็กลิสต์ความเสี่ยงที่ต้องระวังมาให้แล้ว
ปากกาลดน้ำหนักคืออะไร
ปากกาลดน้ำหนัก (Weight Loss Pen) คือการใช้ตัวยาที่ออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนในร่างกายอย่าง GLP-1 ซึ่งปกติร่างกายเราจะหลั่งออกมาจากลำไส้เวลาที่กินอาหาร ซึ่งต้องย้ำก่อนว่าไม่ใช่ยาลดน้ำหนัก แต่จะเข้ามาทำหน้าที่เลียนแบบ และส่งสัญญาณไปที่สมองส่วนกลาง เพื่อสั่งการให้ร่างกายลดความอยากอาหารและส่งสัญญาณอิ่มให้นานขึ้นแทน
*ศัพท์หมอฉบับเข้าใจง่าย : GLP-1 (Glucagon-like Peptide-1) คือฮอร์โมนธรรมชาติที่ลำไส้เราจะหลั่งออกมาหลังกินข้าว เพื่อไปบอกสมองว่าอิ่มแล้วนะ พอได้แล้ว และสั่งให้กระเพาะอาหารย่อยช้าลง เพื่อให้เรารู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น
ปากกาลดน้ำหนักลดได้จริงไหม
กลไกการทำงานของปากกาลดน้ำหนัก
ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ หลักการของปากกาลดน้ำหนัก คือการส่งยาที่หน้าตาเหมือนฮอร์โมนอิ่ม (GLP-1) ในร่างกายเรา เข้าไปสั่งการอวัยวะสำคัญ 3 ส่วน ให้ทำงานสอดประสานกัน ดังนี้
- สมอง : ตัวยาในปากกาลดน้ำหนักจะไปคุมศูนย์หิว สั่งให้เราอิ่มไวขึ้นและปิดสวิตช์ความหิวลง ทำให้ไม่โหย ไม่กินจุกจิก
- กระเพาะ : สั่งให้กระเพาะระบายอาหารช้าลง อาหารเลยค้างอยู่นานขึ้น ส่งสัญญาณบอกสมองว่ายังแน่นอยู่ เราเลยอิ่มทนนานกว่าเดิม
- ระบบเผาผลาญ : ช่วยคุมน้ำตาลให้นิ่ง พอไม่สวิงร่างกายก็ไม่เก็บไขมันเพิ่ม แถมยังเปิดทางให้ดึงไขมันเก่าออกมาเผาผลาญได้ง่ายขึ้น
ลักษณะของปากกาลดน้ำหนัก
ปากกาลดน้ำหนักมีกี่ประเภท
หากสังเกตดูจะเห็นว่าปัจจุบันปากกาลดน้ำหนักมีให้เลือกหลายรุ่น เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน โดยแต่ละตัวจะใช้กลไกฮอร์โมนช่วยคุมหิวในรูปแบบเฉพาะตัว ซึ่งปกติแล้วคุณหมอจะเป็นคนช่วยประเมิน และเลือกแบบที่เหมาะสมกับร่างกายรวมถึงเป้าหมายของเราให้อยู่แล้ว เช่น
- กลุ่มออกฤทธิ์ทางเดียว Liraglutide (GLP-1) : เลียนแบบฮอร์โมนอิ่มเพื่อคุมหิวและชะลอการย่อยอาหาร มีทั้งรูปแบบฉีดรายวันและรายสัปดาห์
- กลุ่มออกฤทธิ์สองทาง Semaglutide (GLP-1 & GIP) : รวมพลังฮอร์โมนสองชนิดเพื่อคุมหิวพร้อมปรับระบบเผาผลาญให้ดีขึ้น นิยมฉีดรายสัปดาห์
- กลุ่มออกฤทธิ์สามทาง Tirzepatide (Triple Hormone) : เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่รวมฮอร์โมนสามชนิดเพื่อเร่งการเบิร์นพลังงานและลดน้ำหนักได้ในประสิทธิภาพ
ปากกาลดน้ำหนัก มี่ยี่ห้อไหนบ้างที่พบบ่อย
การจะเลือกปากกาลดน้ำหนักใช้รุ่นไหนนั้น ไม่ใช่แค่ตามกระแส แต่ต้องดูที่กลไกการออกฤทธิ์ว่าเหมาะกับร่างกายของแต่ละบุคคลไหม โดยมียี่ห้อที่พบบ่อย ดังนี้
- Saxenda : ปากกาลดน้ำหนักแบบฉีดรายวัน ตัวยาสลายไว ปรับโดสได้ยืดหยุ่น เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นเพื่อทดสอบการตอบสนองของร่างกาย
- Wegovy : ฉีดรายสัปดาห์ ออกฤทธิ์ยาวนานและส่งสัญญาณคุมหิวผ่านสมองได้ดี ช่วยลดความอยากอาหารอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาโรคอ้วน
- Ozempic : ตัวยาเดียวกับ Wegovy แต่เน้นคุมน้ำตาลในเลือดและเบาหวาน การใช้ลดน้ำหนักต้องปรับขนาดการยาโดยคุณหมออย่างเคร่งครัด
- Mounjaro : ยาฉีดคุมเบาหวานและลดน้ำหนักที่ใช้ตัวยา Tirzepatide ออกฤทธิ์แบบ Dual Agonist เลียนแบบทั้งฮอร์โมน GLP-1 และ GIP
- Zepbound : ทำงานแบบ Dual Agonist (GLP-1 + GIP) ที่ช่วยทั้งคุมความหิวและปรับระบบจัดการไขมัน เพื่อเร่งการเผาผลาญและลดน้ำหนัก
| ประเภทของตัวยา | ตัวอย่างยี่ห้อ | ความถี่ในการใช้ | จุดเด่น |
|---|---|---|---|
| Liraglutide (GLP-1) | Saxenda | ฉีดทุกวัน | ปรับโดสยาได้ละเอียด เหมาะกับมือใหม่ที่อยากลองใช้ปากกาลดน้ำหนัก |
| Semaglutide (GLP-1) | Wegovy, Ozempic | ฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง | สะดวก คุมหิวได้นิ่งและนาน ผลลัพธ์ค่อนข้างชัดเจน |
| Tirzepatide (GLP-1 & GIP) | Mounjaro, Zepbound | ฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง | ออกฤทธิ์ 2 ทาง ช่วยทั้งคุมหิวและเร่งการเผาผลาญไขมัน |
ปริมาณการฉีดปากกาลดน้ำหนัก
การใช้ปากกาลดน้ำหนักในเคสที่เคยมาใช้บริการ มักจะมีการกำหนดปริมาณยาที่ต่างกันออกไป เพราะร่างกายของแต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน โดยปกติแล้วในช่วงแรกเราจะเริ่มจากโดสที่น้อยสุดก่อน เพื่อให้ร่างกายได้ทำความรู้จักและค่อย ๆ ปรับเพิ่ม ดังนี้
| ยี่ห้อ | ความถี่ในการฉีด | เดือนที่ 1 | เดือนที่ 2 | เดือนที่ 3 | เดือนที่ 4 | เดือนที่ 5 เป็นต้นไป |
|---|---|---|---|---|---|---|
| Saxenda | ฉีดทุกวัน | 0.6 mg | 1.2 mg | 1.8 mg | 2.4 mg | 3.0 mg |
| Wegovy | สัปดาห์ละครั้ง | 0.25 mg | 0.5 mg | 1.0 mg | 1.7 mg | 2.4 mg |
| Ozempic | สัปดาห์ละครั้ง | 0.25 mg | 0.5 mg | 1.0 mg | 1.0 mg | 1.0 – 2.0 mg |
| Mounjaro | สัปดาห์ละครั้ง | 2.5 mg | 5.0 mg | 7.5 mg | 10.0 mg | 12.5 – 15.0 mg |
| Zepbound | สัปดาห์ละครั้ง | 2.5 mg | 5.0 mg | 7.5 mg | 10.0 mg | 12.5 – 15.0 mg |
หยุดใช้ปากกาลดน้ำหนักจะเกิดอะไรขึ้น โยโย่ไหม
ปัญหาโยโย่หลังใช้ปากกาลดน้ำหนักถือเป็นคำถามที่หมอมักพบบ่อย ๆ ซึ่งก็ต้องตอบตามตรงว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ โดยอาจจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 0.8 กิโลกรัมต่อเดือนหรือมากกว่านั้นหากไม่ปรับนิสัยการกิน เพราะเมื่อหยุดยา ฮอร์โมนความหิวจะกลับมาทำงานปกติ ทางแก้จึงต้องไม่ได้แค่จ่ายยาแล้วจบ แต่จะต้องวางแผนการปรับไลฟ์สไตล์ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้วันที่หยุดใช้ปากกาลดน้ำหนัก ร่างกายจะคงน้ำหนักเอาไว้ไม่ดีดกลับขึ้นมาเร็วกว่าที่ควร
อ้างอิงงานวิจัยจาก The BMJ และ University of Oxford
ปากกาลดน้ำหนัก เหมาะกับใคร
โดยปกติแล้ว เมื่อผู้รับบริการเข้ามาปรึกษา ก็จะมีการแนะนำอยู่เสมอว่าปากกาลดน้ำหนัก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพและควบคุมน้ำหนักภายใต้เงื่อนไข ดังนี้
- ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนหรือมีค่า BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป
- ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานและมีโรคประจำตัวร่วมด้วย
- ผู้ที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากน้ำหนักตัวเกิน
- ผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยวิธีคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วไม่ได้ผล
- ผู้ที่มีพฤติกรรมกินจุกจิกหรือควบคุมความหิวด้วยตัวเองไม่ได้
- ผู้ที่ต้องการปรับพฤติกรรมการกินเพื่อลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง
- ผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์บางชนิด
ปากกาลดน้ำหนัก ไม่เหมาะกับใคร
แม้การใช้ปากกาลดน้ำหนักจะเป็นที่นิยมและดูแลให้ปลอดภัยได้ภายใต้การดูแลของคุณหมอ แต่ต้องยอมรับตามตรงว่าอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน การเช็กสุขภาพและตรวจข้อบ่งชี้ก่อนเริ่มจึงสำคัญ โดยกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษมี ดังนี้
- สตรีตั้งครรภ์ วางแผนจะมีบุตร หรือกำลังให้นมบุตร
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิด MTC
- ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกในระบบต่อมไร้ท่อ
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ตัวยาหรือส่วนประกอบในปากกาลดน้ำหนัก
- ผู้ที่เป็นหรือเคยมีประวัติภาวะตับอ่อนอักเสบ
- ผู้ที่มีปัญหาโรคระบบทางเดินอาหารรุนแรง
- ผู้ที่มีภาวะตับหรือไตบกพร่องในระดับรุนแรง
- ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรงหรือมีความเสี่ยงทางด้านจิตเวช
- เด็กหรือผู้สูงอายุที่มีสภาพร่างกายไม่พร้อมตามเกณฑ์
- ผู้ที่ใช้ยาลดน้ำหนักชนิดอื่นอยู่ก่อนแล้วโดยไม่ได้ปรึกษาคุณหมอ
การเตรียมตัวก่อนใช้ปากกาลดน้ำหนัก
ก่อนที่เราจะเริ่มใช้ตัวช่วยอย่างปากกาลดน้ำหนัก ควรให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวกันสักนิด เพราะช่วยให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับตัวยาได้ดีขึ้น โดยแนะนำให้เริ่มเตรียมตัวง่าย ๆ ดังนี้
- ควรบอกข้อมูลเรื่องโรคประจำตัว ยาที่กินอยู่ หรือประวัติการแพ้ยา เพื่อที่จะได้เลือกประเภทของปากกาและปรับขนาดให้เหมาะสม
- ลองสำรวจตัวเองว่าเราเน้นลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพหรือรูปร่าง และมีไลฟ์สไตล์การกินอย่างไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลให้คุณหมอช่วยออกแบบแผนที่เข้ากับเราได้
- ก่อนวันที่จะเริ่มเข้ามารับบริการ หมอแนะนำให้นอนหลับให้เต็มอิ่ม เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่สดชื่น พร้อมสำหรับการใช้ปากกาลดน้ำหนักในครั้งแรก
- ควรงดแอลกอฮอล์ล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และพยายามดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันอาการเพลียหรือคลื่นไส้ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงที่ร่างกายเริ่มปรับตัว
การดูแลตัวเองหลังใช้ปากกาลดน้ำหนัก
หลังเริ่มใช้ปากกาลดน้ำหนัก ก็จะมีการแนะนำให้ผู้รับบริการดูแลตัวเองควบคู่ไปด้วยเสมอ เพราะพฤติกรรมมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ตัวยาทำงานได้เต็มที่ โดยมีแนวทางปฏิบัติง่าย ๆ ดังนี้
- เมื่อยาออกฤทธิ์จะเริ่มทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น จึงควรเลือกกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมันและผักเป็นหลัก เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนและรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
- พยายามจิบน้ำบ่อย ๆ ตลอดวัน เพราะน้ำจะช่วยลดอาการข้างเคียงอย่างท้องผูกหรือพะอืดพะอม และช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ต่อเนื่อง
- ช่วงที่ยาคุมหิว หากกินของมันหรือหวานจัดอาจทำให้อึดอัดแน่นท้องหรือคลื่นไส้ได้ง่ายกว่าปกติ แนะนำให้เลี่ยงไปก่อน
- คอยสังเกตว่าแต่ละสัปดาห์น้ำหนักลดลงเท่าไหร่ หรือความรู้สึกหิวเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลให้หมอช่วยปรับขนาดโดสยาในรอบถัดไป
- เมื่อร่างกายเริ่มชินกับยาแล้ว การออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลง แถมยังช่วยให้รูปร่างกระชับได้สัดส่วนที่สวยงาม
ปากกาลดน้ำหนักปลอดภัยไหม มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง
สำหรับใครที่กังวลว่าปากกาลดน้ำหนักปลอดภัยไหม ขออธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่าการใช้ปากกาลดน้ำหนัก สามารถดูแลให้ปลอดภัย ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้บ้างในช่วงแรก เช่น
- อาการระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ พะอืดพะอม อาเจียน ท้องผูก หรือท้องเสีย ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังปรับตัวเข้ากับยา
- แน่นท้อง ท้องอืด ตัวยาทำให้กระเพาะบีบตัวช้าลง ทำให้อาหารค้างอยู่นานขึ้น หากทานมื้อใหญ่เกินไปจะรู้สึกอึดอัดมากเป็นพิเศษ
- เวียนศีรษะหรือเพลีย เกิดขึ้นได้จากการที่ร่างกายได้รับสารอาหารน้อยลง หรือกำลังปรับสมดุลระดับน้ำตาลในช่วงเริ่มต้น
- ภาวะนิ่วในถุงน้ำดี อาจพบได้ในกรณีที่น้ำหนักตัวลดลงเร็วเกินไป ซึ่งเป็นผลจากการลดน้ำหนักแบบฉับพลัน
ข้อควรระวังในการใช้ปากกาลดน้ำหนัก
เพื่อให้การใช้ปากกาลดน้ำหนักได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ หมออยากให้ผู้รับบริการให้ความสำคัญกับข้อควรระวังเหล่านี้เป็นพิเศษ เพราะความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายได้ในเบื้องต้น เช่น
- ห้ามซื้อยาใช้เองโดยไม่ปรึกษาหมอ เสี่ยงเจอของปลอมหรือยาไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจเกิดอันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย
- ไม่ปรับเพิ่มปริมาณยาเองตามใจชอบ การใช้ยาเกินขนาดไม่ได้ช่วยให้ลดเร็วขึ้น แต่จะทำให้เกิดผลข้างเคียงหนักเกินจำเป็น
- ระวังการใช้ร่วมกับยาหรืออาหารเสริมอื่น ควรแจ้งหมอให้ครบถ้วนว่าทานยาตัวไหนอยู่ เพื่อป้องกันยาตีกันจนระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป
- ไม่ใช้ปากการ่วมกับผู้อื่นเด็ดขาด ปากกาเป็นของใช้ส่วนบุคคล แม้จะเปลี่ยนเข็มใหม่ก็ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อและปนเปื้อน
- สังเกตอาการผิดปกติรุนแรง หากปวดท้องรุนแรงลามไปถึงหลัง คลำพบก้อนที่คอ หรือหายใจลำบาก ให้หยุดใช้และรีบมาพบหมอทันที
ปากกาลดน้ำหนักราคาเท่าไหร่
ผลลัพธ์ปากกาลดน้ำหนักจากเคสที่หมอดูแล
คำถามเกี่ยวกับปากกาลดน้ำหนักที่คนไข้มักถามหมอ
ปากกาลดน้ำหนักฉีดเองได้ไหม ทำไมถึงควรฉีดกับหมอ
ปากกาลดน้ำหนัก ต้องใช้กี่เดือนถึงจะเริ่มเห็นผล
ใช้ปากกาลดน้ำหนักแล้วโยโย่ เป็นเพราะอะไร
การใช้ปากกาลดน้ําหนักมีข้อห้ามอะไรบ้าง
ปากกาลดน้ำหนัก 1 แท่งใช้ได้กี่ครั้ง
สรุป
ช่องทางการติดต่อ
- Tel : 080-500-0123
- Line : @apexbeauty
- Tiktok : apexprofoundbeauty
- Facebook : APEX Hospital & Beauty Clinic
- Instagram : apexbeauty
- Youtube : Apex Beauty Clinic
- X (Twitter) : ApexProfound