การทำศัลยกรรมดึงหน้า เพื่อยกกระชับใบหน้า เป็นหนึ่งในหัตถการที่ได้รับความนิยม แต่หนึ่งในข้อกังวลใจสำคัญที่หลายคนมักสอบถามก่อนตัดสินใจ คือ ตำแหน่งรอยแผลดึงหน้า จะซ่อนอยู่ตรงไหน และจะเห็นได้ชัดเจนหรือไม่ ในปัจจุบันเทคนิคการผ่าตัดที่พัฒนาไปมาก ศัลยแพทย์สามารถออกแบบการลงแผลให้ซ่อนตัวได้อย่างแนบเนียน ดังนั้น APEX จะพาทุกท่านไปสำรวจตำแหน่งของรอยแผลดึงหน้าในแต่ละเทคนิคอย่างละเอียด พร้อมเปิดเคล็ดลับการดูแลแผลหลังผ่าตัดที่ถูกต้อง เพื่อให้รอยแผลสวยงาม เรียบเนียน พร้อมคลายทุกข้อสงสัยและเตรียมความพร้อมสู่ผลลัพธ์ใบหน้าที่ดูดี
ตำแหน่งรอยแผลดึงหน้าในแต่ละเทคนิค
ตำแหน่งและความยาวของรอยแผลผ่าตัดดึงหน้าจะแตกต่างกันไปตามเทคนิคที่ศัลยแพทย์เลือกใช้ ซึ่งจะพิจารณาจากระดับความหย่อนคล้อยของผิวหนังและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ โดยเทคนิคที่ได้รับความนิยมมีตำแหน่งรอยแผลดังนี้
แผลดึงหน้าแบบมาตรฐาน (Traditional Facelift)
เป็นเทคนิคที่แก้ไขความหย่อนคล้อยได้ตั้งแต่ช่วงแก้ม กรอบหน้า ไปจนถึงลำคอ รอยแผลจะเริ่มจากบริเวณไรผมที่ขมับ ไล่ลงมาตามแนวหน้าใบหู อาจซ่อนในร่องลึกหน้าหู โค้งอ้อมใต้ติ่งหู และวกกลับขึ้นไปซ่อนอยู่บริเวณหลังใบหูและตามแนวไรผมท้ายทอย ด้วยความยาวของแผล ศัลยแพทย์จึงสามารถยกกระชับชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) และตัดผิวหนังส่วนเกินออกได้มาก
แผลดึงหน้าแบบแผลสั้น หรือ มินิเฟซลิฟท์ (Mini Facelift)
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยไม่มากนัก เน้นแก้ไขบริเวณกรอบหน้าและแก้มส่วนล่างเป็นหลัก รอยแผลจะมีขนาดเล็กกว่าแบบมาตรฐาน โดยมักจะจำกัดอยู่บริเวณด้านหน้าใบหู อาจยาวขึ้นไปถึงไรผมช่วงขมับเล็กน้อยและอ้อมใต้ติ่งหู เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมเนื่องจากแผลเล็ก ฟื้นตัวค่อนข้างไว และซ่อนรอยแผลได้ง่าย
แผลศัลยกรรมดึงคอ (Neck Lift)
มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเหนียง ผิวหนังบริเวณลำคอที่หย่อนคล้อย และกล้ามเนื้อคอที่ไม่กระชับ โดยทั่วไปรอยแผลจะซ่อนอยู่บริเวณหลังใบหูต่อไปจนถึงแนวไรผม ซึ่งอาจเป็นรอยแผลเดียวกับการดึงหน้า และมักจะมีแผลขนาดเล็ก ประมาณ 1-2 ซม. ซ่อนอยู่ใต้คางอีกหนึ่งจุด เพื่อเข้าไปจัดการไขมันและเย็บกระชับกล้ามเนื้อคอโดยตรง
แผลดึงหน้าส่วนกลาง (Mid-Facelift)
เทคนิคนี้ใช้สำหรับยกกระชับแก้มที่ห้อยหรือตก เพื่อทำให้ร่องแก้มดูตื้นขึ้น ตำแหน่งของแผลจึงแตกต่างออกไป โดยศัลยแพทย์อาจเลือกเปิดแผลที่ซ่อนอยู่บริเวณขอบตาล่าง หรือเปิดแผลขนาดเล็กที่ซ่อนในไรผมบริเวณขมับ เพื่อสอดอุปกรณ์เข้าไปยกเนื้อเยื่อแก้มโดยเฉพาะ ทำให้ไม่มีรอยแผลบริเวณด้านหน้าใบหู
การดูแลรอยแผลหลังผ่าตัดดึงหน้า
การดูแลแผลดึงหน้าอย่างถูกวิธี ส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวและผลลัพธ์สุดท้าย การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ ลดอาการบวมช้ำ และส่งเสริมให้แผลดึงหน้าสมานตัวได้ดี สวยงาม และเรียบเนียน ดังนี้
- การทำความสะอาดแผล : เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ให้ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดรอบแผลอย่างเบามือ แล้วซับให้แห้งสนิท และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- การประคบเย็น : ในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด ควรประคบเย็นบริเวณใบหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดอาการบวม ลดปวด และช่วยให้เลือดหยุดไหลเร็วขึ้น
- การประคบอุ่น : หลังผ่าตัด 3-5 วัน ให้เปลี่ยนมาประคบอุ่นบริเวณที่มีรอยช้ำ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและช่วยให้อาการบวมช้ำลดลงเร็วขึ้น
- การใช้ยา : รับประทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบถ้วน ทั้งยาปฏิชีวนะ ยาลดบวม และยาแก้ปวด รวมถึงทายาที่แผล และห้ามปรับเปลี่ยนหรือหยุดยาเองโดยเด็ดขาด
- การพักผ่อน : ในช่วงสัปดาห์แรก ควรพักผ่อนให้เต็มที่ โดยนอนยกศีรษะสูงด้วยหมอน 2-3 ใบ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและลดอาการบวมบนใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น
- การงดกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อแผล : ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก ควรงดกิจกรรมที่ต้องออกแรง เช่น ยกของหนัก ออกกำลังกาย และก้มหน้า รวมถึงงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด
- การใส่ผ้ารัดหน้า : ควรใส่ผ้ารัดหน้าอย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อช่วยพยุงผิว ลดอาการบวม และทำให้ผิวหนังเข้าที่ได้ดีขึ้น
ระยะเวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดดึงหน้า
การพักฟื้นหลังผ่าตัดดึงหน้าเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความใส่ใจ การทำความเข้าใจไทม์ไลน์ในแต่ละช่วงจะช่วยให้คุณเตรียมตัวและดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม ซึ่งระยะเวลาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและสภาพร่างกาย แต่โดยทั่วไปสามารถแบ่งช่วงการฟื้นตัวได้ดังนี้
- 1-3 วันแรก : เป็นช่วงที่มีอาการบวมและรอยช้ำชัดเจน อาจรู้สึกตึงและเจ็บปวดบริเวณแผล
- 1 สัปดาห์ : อาการบวมและรอยช้ำจะค่อยๆ ลดลง แต่ใบหน้ายังคงดูบวมอยู่
- 2-3 สัปดาห์ : อาการบวมลดลง สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
- 4-6 สัปดาห์ : ใบหน้าจะเริ่มเข้าที่และผลลัพธ์ของการดึงหน้าจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น
- 3-6 เดือน : เห็นผลลัพธ์ชัดเจน ใบหน้าเข้าที่ รอยแผลจะนิ่มและจางลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อควรระวังก่อนศัลยกรรมดึงหน้า
การผ่าตัดดึงหน้าเป็นผ่าตัดใหญ่ ที่มีความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาที่ต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน การทราบข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
- การเกิดแผลเป็นคีลอยด์ สำหรับผู้ที่มีประวัติเป็นแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ได้ง่าย ซึ่งเกิดจากร่างกายมีการสร้างคอลลาเจนเพื่อซ่อมแซมบาดแผลมากผิดปกติ ทำให้แผลดึงหน้าอาจกลายเป็นแผลเป็นนูน แข็ง และขยายใหญ่กว่ารอยแผลเดิมได้ ควรแจ้งประวัติการเกิดแผลโดยละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนการปรึกษา
- ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แม้จะพบได้ไม่บ่อย แต่การผ่าตัดทุกชนิดมีความเสี่ยง เช่น ภาวะเลือดคั่งใต้ผิวหนัง (Hematoma) การติดเชื้อบริเวณแผลดึงหน้า การหายของแผลที่ช้ากว่าปกติ หรือความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นชั่วคราว
- การปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด ควรปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินโครงสร้างใบหน้า แจ้งความต้องการและข้อกังวลใจทั้งหมด รวมถึงสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเทคนิคที่จะใช้ ตำแหน่งที่จะเกิดแผลดึงหน้า ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และขั้นตอนการดูแลตัวเองหลังผ่าตัด
สรุป ตำแหน่งแผลดึงหน้าและการดูแลแผลให้เรียบเนียน
การศัลยกรรมดึงหน้าในปัจจุบันมีหลายเทคนิค ซึ่งแต่ละแบบจะมีตำแหน่งแผลดึงหน้าที่แตกต่างกัน เช่น บริเวณไรผม ใบหู ใต้คาง หรือขอบตาล่าง โดยศัลยแพทย์จะออกแบบตำแหน่งแผลให้ซ่อนตัวได้แนบเนียนที่สุด ทั้งนี้ การดูแลแผลหลังผ่าตัดอย่างถูกวิธี เช่น การทำความสะอาด ประคบเย็นและอุ่น การใช้ยา การพักผ่อน การงดกิจกรรมกระทบแผล รวมถึงการใส่ผ้ารัดหน้า จะช่วยให้แผลดึงหน้าสมานตัวเร็ว สวยเนียน และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้ควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาในการทำโปรแกรมดึงหน้า หรือสอบถามรายละเอียดหัตถการอื่น ๆ ของ APEX เพิ่มเติมได้ที่
ช่องทางการติดต่อ
- Tel : 080-500-0123
- Line : @apexbeauty
- Tiktok : apexprofoundbeauty
- Facebook : APEX Hospital & Beauty Clinic
- Instagram : apexbeauty
- Youtube : Apex Beauty Clinic
- X (Twitter) : ApexProfound
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล เงื่อนไขตามบริษัท ฯ กำหนด
ใช้บริการได้ที่ APEX Surgery Hospital : โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งเอเพ็กซ์ สาขาเพลินจิต











