Feugiat nulla facilisis at vero eros et curt accumsan et iusto odio dignissim qui blandit praesent luptatum zzril.
+ (123) 1800-453-1546
info@example.com

Related Posts

Knowledge

Home  /  Knowledge (Page 2)

นอนกรน เป็นภัยเงียบที่หลายคนมักไม่รู้ตัวเนื่องจากเป็นอาการที่เกิดขึ้นในระหว่างหลับ ทั้งนี้หลายคนมักคิดว่าอาการดังกล่าวนั้นส่งผลให้เกิดแค่เสียงดังน่ารำคาญ แต่จริง ๆ แล้วการนอนกรนยังสามารถส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้ และนี่คือ 5 ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากอาการนอนกรนหากไม่ทำการรักษา นอนกรน เสี่ยงอะไรบ้าง ? 1. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่มีอาการกรน โดยการหยุดหายใจขณะหลับอาจทำให้รบกวนการนอนหลับทำให้ตื่นกลางดึก หรือหากรุนแรงมาก ๆ ก็อาจทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอจนส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือด นำมาสู่ภาวะหลอดเลือดปอดตีบ และเกิดความความดันในปอดสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย 2. ปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ สืบเนื่องมาจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพราะเมื่อเกิดอาการดังกล่าวขึ้นจะส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจนจนทำให้ตื่นขึ้นมาในช่วงกลางดึก จนทำให้นอนหลับไม่สนิท หรือนอนหลับไม่เพียงพอ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตตามมาอีกมากมาย 3. โรคกรดไหลย้อน กรดไหลย้อนเป็นโรคที่เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนกลับขึ้นมายังหลอดอาหารทำให้รู้สึกแสบร้อนที่กลางอก โดยโรคนี้พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่ความเสี่ยงในการเกิดจะยิ่งเพิ่มขึ้นหากเป็นผู้ที่มีอาการนอนกรนเรื้อรัง เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าวจะมีภาวะอุดกั้นของทางเดินหายใจทำให้ความดันภายในทางเดินหายใจไม่คงที่ จนทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาได้ 4. ปัญหาสุขภาพจิต นอกจากส่งผลกระทบต่อการนอนหลับแล้ว หากไม่ทำการรักษาอาการนอนกรนอย่างถูกต้อง ปัญหาในการนอนหลับจากอาการนอนกรนจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตได้ โดยอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวลได้ เนื่องจากอาการนอนไม่หลับอย่างเรื้อรังจะส่งผลกระทบต่อสารเคมีในสมองจนเกิดอาการได้ 5. โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากการนอนกรนสามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อการไหลเวียนของเลือด ทำให้ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ ซึ่งหากสะสมจนเรื้อรังก็อาจทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือแม้แต่โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งล้วนแต่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าอาการนอนกรนมีความอันตรายมากกว่าที่คิด

การจัดฟัน ถือเป็นหนึ่งในวิธีทางทันตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างฟัน ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วการจัดฟันมักทำตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อโครงสร้างฟันที่สวยงาม อย่างไรก็ตามมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องการจัดฟันแม้จะมีอายุที่มากขึ้นแล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วการจัดฟันในคนอายุมากสามารถทำได้หรือไม่ มาลองดูคำตอบไปพร้อม ๆ กัน แม้ว่าการจัดฟันจะเป็นวิธีที่ได้ผลดีในวัยรุ่น แต่ก็ใช่ว่าคนที่มีอายุมากจะไม่สามารถจัดฟันได้  เพราะในปัจจุบันการจัดฟันมีการพัฒนาไปมาก ซึ่งล่าสุดมีการจัดฟันแบบใส หรือที่เรียกว่า Invisalign ซึ่งเป็นการจัดฟันแบบใสที่สามารถทำได้กับผู้ที่มีอายุมาก เพราะเป็นการจัดฟันที่สะดวกและไม่รบกวนกับการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งช่วยให้เห็นผลได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการจัดฟันด้วยวิธีอื่น ๆ โดยในการจัดฟันด้วยวิธีนี้ยังไม่จำเป็นต้องพิมพ์ฟันเหมือนการจัดฟันแบบปกติ เพราะการสแกนฟันด้วยระบบ Digital จะทำให้เห็นโครงสร้างฟันในแบบ 360 องศา นอกจากนี้การจัดฟันที่ APEX ทันตแพทย์ผู้ทำการจัดฟันจะใช้ Software ที่พัฒนาขึ้นควบคู่กับ 3D Digital Scan อันทันสมัย เพื่อออกแบบการเคลื่อนที่ของฟันให้เห็นในแต่ละช่วง พร้อมแสดงภาพหลังจัดฟันเสร็จได้ทันทีหลังการสแกนฟัน โดยสร้างภาพเสมือนจริงด้วยการประมวลผล AI จากฐานข้อมูลลูกค้าของ Invisalign นับล้าน

รีวิวการจัดฟันแบบใส สวยและปังได้อีก ! น้องร็อค ขวัญลดา รุ่งโรจน์อำภา นอกจากความสวยและสง่างามที่เป็นจุดสนใจแล้ว ขอบอกว่าความสามารถของเธอก็ไม่ธรรมดา เพราะเธอมีผลงานเป็นนางเอกภาพยนตร์ดังไกลถึงเมืองจีน ดังนั้นรอยยิ้มจึงเป็นเรื่องสำคัญ และเพราะเหตุนี้เองน้องร็อคจึงเลือกที่จะให้ Apex Dental Smile Studio ดูแลในเรื่องของการจัดฟัน โดยเลือกการจัดฟันแบบใส Invisalign เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างฟันต่าง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ น้องร็อค เคยจัดฟันมาก่อน แต่หลังการจัดฟันก็พบว่ายังมีปัญหาเรื่องการสบฟัน ฟันซ้อน ฟันเก หลงเหลืออยู่  “เพราะมั่นใจในฝีมือคุณหมอ และการดูแลแนะนำที่ดี รวมทั้งการจัดฟันใส และเทคโนโลยี ในการสแกนฟันที่สามารถเห็นผลลัพธ์หลังจัดฟันได้ล่วงหน้าทันที ว่าเปลี่ยนไปอย่างไร ! หลังจากได้รับคำปรึกษากับคุณหมอแล้ว การจัดฟันแบบใสจึงตอบโจทย์ได้มากที่สุด ร็อคเลือกมาทำที่ Apex dental Smile Studio ทันตแพทย์และ เจ้าหน้าที่แนะนำและให้ข้อมูลที่ดีมาก เมื่อเข้าสู่กระบวนการจัดฟัน คุณหมอได้ทำการตรวจและสแกนฟันด้วยเทคโนโลยี 3-D Computerized Digital

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการดำรงชีพ กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนเราได้อย่างมากมาย ดังจะเห็นได้จากการที่มีผู้แพ้อาหารชนิดต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งอาการที่แสดงออกมามักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่มีอาการแพ้อาหารชนิดที่เรียกว่า ภูมิแพ้อาหารแฝง และส่งผลต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับภาวะภูมิแพ้อาหารแฝงให้มากขึ้น เพื่อการเฝ้าระวังอย่างถูกวิธี ภูมิแพ้อาหารแฝง เป็นภาวะที่ร่างกายสร้างแอนติบอดีชนิด IgG ขึ้นในร่างกาย โดยสารดังกล่าวจะทำปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้ ซึ่งจะไม่แสดงอาการออกมาในทันที แต่แอนติบอดีชนิดดังกล่าวจะค่อย ๆ ทำลายเนื้อเยื่อที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเนื้อเยื่อนั้นคือสิ่งแปลกปลอม ทั้งนี้หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน หรือรับประทานอาหารที่ร่างกายแพ้ซ้ำ ๆ ก็จะทำให้เกิดความเสียหายของอวัยวะที่รุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคเรื้อรังร้ายแรง อาการของภูมิแพ้อาหารแอบแฝงจะไม่แสดงออกมาอย่างเฉียบพลัน แต่จะต้องใช้เวลานานกว่าจะแสดงอาการ ซึ่งอาการจากภาวะดังกล่าวอาจแสดงออกมามักไม่รุนแรง แต่จะเกิดขึ้นอย่างเรื้อรังและหลากหลาย ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละคน โดยที่มักพบได้ ได้แก่ - ท้องอืด ท้องผูก - ท้องท้อง ท้องเสียบ่อย มีอาการลำไส้แปรปรวน - ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือปวดไมเกรน - รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่สบาย - ขอบตาคล้ำ -

นอนกรน ปัญหาการนอนหลับที่คนจำนวนไม่น้อยต่างละเลยเพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องอันตราย แต่รู้หรือไม่ว่าปัญหาการนอนกรนนั้นสามารถส่งผลต่อสุขภาพได้ในระยะยาว และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ทำการรักษาอย่างทันท่วงที อาการนอนกรน คือความผิดปกติในการนอนหลับที่ทำให้ผู้ที่มีอาการหายใจอย่างผิดปกติในขณะนอนหลับ โดยผู้ที่มีอาการดังกล่าวจะมีกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น อาทิ กล้ามเนื้อลิ้น โคนลิ้น เพดานอ่อน ผนังคอหอย หรือลิ้น ที่หย่อนคล้อยมากผิดปกติ จนไปปิดกั้นทางเดินผ่านของอากาศทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง และเมื่อมีการหายใจ อากาศที่เข้าไปภายในผ่านเข้าไปจะมีแรงดันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณที่คล้อยดังกล่าวเกิดการสั่นสะเทือน และเกิดเสียงที่ดังผิดปกติขึ้น ทั้งนี้อาการการนอนกรนอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นได้อีกด้วย เช่น  ลักษณะขากรรไกรมีความผิดปกติ ความอ้วน ซึ่งทำให้มีไขมันมาพอกสะสมบริเวณรอบผนังลำคอ ทำให้ทางเดินหายใจแคบเล็กลง โดยการตีบแคบของทางเดินหายใจไม่เพียงแต่ทำให้เกิดอาการกรนเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เกิดการหยุดหายใจขณะหลับซึ่งหากผู้ที่นอนกรนมีอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับอย่างเรื้อรัง ก็อาจทำให้เกิดอาการอื่น ๆ ตามมา เช่น นอนหลับไม่สนิท เกิดการสำลักน้ำลาย หรือบางรายอาจมีอาการสมองขาดออกซิเจน และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ในปัจจุบันอาการนอนกรนสามารถรักษาได้หลายวิธี ซึ่งหนึ่งในวิธีที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดก็คือ เทคโนโลยีในการรักษาอาการนอนกรน SnoreLase ซึ่งเป็นการรักษาโดยใช้พลังงานเลเซอร์เข้าไปกระตุ้นกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น

ผมร่วง สาเหตุสำคัญของปัญหาผมบางและศีรษะล้านที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งในปัจจุบันก็มีวิธีการแก้ไขปัญหาผมบางมากมายขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิด หนึ่งวิธีที่นิยมใช้ก็คือการปลูกผมทดแทน ทว่าก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยซึ่งต้องการเข้ารับการรักษาที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปลูกผม ได้เวลาคลายข้อสงสัยของคำถามคาใจเกี่ยวกับการปลูกผมผ่านคำถามเหล่านี้ ที่จะช่วยให้มั่นใจมากขึ้นว่าเทคโนโลยีการปลูกผมสมัยใหม่จะช่วยให้ผมที่เคยหลุดร่วงกลับมาดกดำได้อย่างแน่นอน   Q: ยาช่วยทำให้ผมขึ้นได้จริงหรือไม่ ? A : ในปัจจุบันมียาที่ใช้ในการกระตุ้นรากผม 2 ประเภทคือยารับประทาน และยาทาเฉพาะที่ ซึ่งยาที่ใช้รับประทาน มีใช้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยยาที่ใช้จะช่วยลดฮอร์โมนที่ส่งผลต่อการหลุดร่วงของผมโดยตรง ขณะที่ยาทาเฉพาะที่จะใช้เพื่อช่วยป้องกันการหลุดร่วงของเส้นผม ทว่าในการใช้ยาจะจะต้องภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยหากเริ่มมีอาการผมร่วง ควรรีบพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อทำการวินิจฉัยอย่างละเอียดซึ่งจะส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น   Q: หากหยุดใช้ยาแล้วจะทำให้ผมกลับมาร่วงอีกจริงหรือไม่ ? A: การใช้ยากระตุ้นรากผมเป็นเพียงการรักษาเพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งถ้าหากมีการหยุดใช้ยาก็จะทำให้ผลกลับมาหลุดร่วงตามเดิม จึงจำเป็นจะต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องถึงจะได้ผลที่น่าพึงพอใจ   Q: ถ้าพ่อศีรษะล้าน ลูกจะมีโอกาสศีรษะล้านสูงจริงหรือไม่ ? A: ศีรษะล้านเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นหากพ่อหรือแม่มีภาวะศีรษะล้านก็มีความเสี่ยงที่ลูกจะศีรษะล้านได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะลูกที่มีแม่ศีรษะล้านจะยิ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าลูกที่มีพ่อศีรษะล้าน   Q: หลังจากปลูกผมแล้ว ผมจะหลุดร่วงไปจริงหรือไม่ ? A: ในอดีตเทคโนโลยีด้านการปลูกผมยังไม่พัฒนาเท่าที่ควรจึงทำให้หลาย ๆ

หนวด เป็นสิ่งที่ผู้ชายต้องดูแลรักษาอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพราะนั่นส่งผลถึงบุคลิกภาพที่ดี ดังนั้นการโกนหนวดอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งหนุ่ม ๆ หลายคนทำเป็นประจำ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีคุณผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการโกนหนวด เช่น การเลือกใช้ใบมีด หรือไม่รู้ว่าจะโกนหนวดอย่างไรให้ถูกวิธี จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดบาดแผลหลังจากโกนหนวดและไม่เรียบเนียนอย่างที่ควรจะเป็น โกนหนวด อย่างไรไม่ให้พัง ? ในความเป็นจริงแล้วการโกนหนวดอย่างถูกวิธีสำหรับคุณผู้ชายสามารถทำได้ง่าย เพียงเริ่มโกนหนวดไปตามแนวขึ้นของเส้นขนบนใบหน้า ก็จะช่วยลดอาการอาการบาดเจ็บ หรือแผลที่บริเวณใบหน้าหลังจากโกนหนวดได้ อีกทั้งจะยังช่วยให้โกนได้หมดจดเร็วขึ้น ไม่เสียเวลานานอย่างแต่ก่อน อย่างไรก็ตามการโกนหนวดจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะคุณหนุ่ม ๆ สามารถบอกลาการโกนหนวดกันไปได้แบบยาว ๆ ด้วยการทำเลเซอร์กำจัดขน ซึ่งเพียง 5-8 ครั้ง ของการทำเลเซอร์ สามารถกำจัดหนวดได้ในระยะยาว แถมยังช่วยลดขนคุดจากการโกน ทำให้รูขุมขนเล็กลงอีกด้วยค่ะ และช่วยประหยัดเวลาให้คุณหนุ่ม ๆ ออกไปสนุกกับกิจกรรมอื่น ๆ ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องมาเสียเวลาโกนหนวดอีกต่อไป สอบถามเพิ่มเติม ผ่าน LINE : http://line.me/ti/p/%40apexbeauty 

นอนกรน ปัญหาการนอนหลับที่คนมักไม่รู้ตัว เนื่องจากเป็นอาการที่เกิดขึ้นในตอนที่คนเราหลับสนิท จึงทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองไม่มีปัญหาดังกล่าว แต่จริง ๆ แล้วการนอนกรนนั้นส่งผลเสียมากมาย ไม่ว่าจะสร้างความรำคาญให้คนใกล้ชิด หรือปัญหาสุขภาพที่อาจคาดไม่ถึง ซึ่งถ้าหากไม่ทำการรักษาก็อาจทำให้เสี่ยงถึงชีวิตได้ โดยจากการเก็บสถิติเกี่ยวกับการนอนกรน พบว่า ร้อยละ 20 ของผู้ที่นอนกรนเป็นประจำมักมีการหยุดหายใจร่วมด้วย และผู้ที่มีการหยุดหายใจขณะหลับในระดับรุนแรงน้อย คือ น้อยกว่า 15 ครั้งต่อชั่วโมง จะมีอัตราการเสียชีวิตจากการหยุดหายใจขณะหลับเฉลี่ยร้อยละ 8 ซึ่งหากหยุดหายใจมากกว่า 15 ครั้งต่อชั่วโมงจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10-16 และเมื่อเทียบกับคนปกติ นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงสุขภาพของคนที่นอนกรนกับคนทั่วไปแล้ว ผู้ที่นอนกรนมีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงกว่าคนทั่วไป 2 - 3 เท่า เสี่ยงต่อโรคหัวใจมากกว่า 2 เท่า อีกทั้งยังเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าถึง 3 เท่า ซึ่งนับเป็นอันตรายทางสุขภาพที่ควรระมัดระวัง อย่างไรก็ตามการนอนกรนนั้นสามารถแก้ไขได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต หรือหากรุนแรงมาก

ลดน้ำหนัก ไม่สามารถทำได้โดยการพึ่งพาการควบคุมน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นจะต้องออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่อยู่ภายในร่างกาย ซึ่งผลดีไม่ได้มีเพียงแค่ช่วยให้รูปร่างดีขึ้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงไปได้พร้อมกัน ๆ แต่การออกกำลังกายแบบไหนที่เหมาะสมต่อการลดน้ำหนัก วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ 1. เวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกายชนิดนี้ถือเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยในการลดน้ำหนักได้ดีมากเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น ๆ เพราะเวทเทรนนิ่งจะช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินเฉพาะส่วนไปพร้อม ๆ กับการสร้างกล้ามเนื้อไปในตัว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญหลังจากการออกกำลัง ทำให้ร่างกายยังสามารถเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อไปได้แม้จะออกกำลังกายเสร็จแล้วก็ตาม 2. วิ่ง เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดในการลดน้ำหนัก เพราะแค่มีเพียงรองเท้าวิ่งก็สามารถออกกำลังกายได้อย่างอิสระ โดยการวิ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้มากขึ้น แต่ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดและการทำงานของหัวใจทำงานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักไปพร้อม ๆ กับการดูแลสุขภาพ ทว่าการวิ่งก็มีข้อจำกัดคือ ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมาก ๆ เพราะการวิ่งอาจไปกระทบกระเทือนกับกระดูกและข้อต่อได้ 3. โยคะ แม้โยคะจะไม่ใช่การออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้มากขึ้นเหมือนการออกกำลังกายวิธีอื่น ๆ แต่ก็ถือเป็นวิธีที่ช่วยลดน้ำหนักได้ทางอ้อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการศึกษาพบว่าคนที่ออกกำลังกายด้วยการฝึกโยคะเป็นประจำจะมีความระมัดระวังในการรับประทานอาหารมากขึ้น และทำให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อันเป็นสาเหตุให้น้ำหนักตัวค่อย ๆ ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายต้องอาศัยวินัยควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดจึงจะเห็นผล แต่ถ้าหากไม่มีเวลาในการออกกำลังกายและไม่สะดวกในการควบคุมอาหาร แต่ต้องการผลที่เห็นได้ชัดภายในระยะเวลาสั้น ๆ การใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ผมร่วง สาเหตุสำคัญของภาวะศีรษะล้านที่ทำลายความมั่นใจให้กับคนจำนวนไม่น้อย โดยต้นเหตุของอาการผมร่วงนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ พันธุกรรม ฮอร์โมน ความเครียด การใช้ยาหรืออาการเจ็บป่วยต่าง ๆ นอกจากนี้การที่ร่างกายขาดสารอาหารที่สำคัญต่อเส้นผมก็เป็นสาเหตุของอาการผมร่วงได้เช่นกัน ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขได้หากรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของเส้นผม และนี่คืออาหารที่เหมาะสำหรับคนที่มีอาการผมร่วง ถ้ารับประทานอย่างสม่ำเสมอ ผมสุขภาพแข็งแรงขึ้นแน่นอน 1. ไข่ เป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารมากมายหลายชนิดที่สำคัญต่อเส้นผม โดยเฉพาะไบโอตินที่มีส่วนในการบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง ลดการหลุดร่วงของผมได้ หากร่างกายมีปริมาณไบโอตินไม่เพียงพอก็จะทำให้ผมอ่อนแอลงและร่วงไปในที่สุด ดังนั้นจึงควรรับประทานไข่อย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันภาวะขาดไบโอติน 2. ปลาแซลมอน โปรตีนเป็นอีกหนึ่งสารอาหารสำคัญสำหรับเส้นผม เพราะโปรตีนมีส่วนในการเสริมสร้างเส้นผม ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงจึงมีความจำเป็นสำหรับคนที่ต้องการบำรุงเส้นผม หรือลดอาการผมร่วง โดยเฉพาะปลาแซลมอน ซึ่งเป็นหนึ่งในปลาทะเลน้ำลึกที่มีโปรตีน และไขมันโอเมก้า 3 รวมทั้งวิตามินชนิดต่าง ๆ ในปริมาณมาก สามารถช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางาม กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผมได้เป็นอย่างดี 3. ผักปวยเล้ง ผักชนิดนี้เป็นผักที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย เช่น โฟเลต ธาตุเหล็ก วิตามินเอและซี ซึ่งสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม อีกทั้งยังช่วยบำรุงหนังศีรษะให้สุขภาพดี เมื่อเส้นผมและหนังศีษะสุขภาพดีก็จะช่วยให้การหลุดร่วงของเส้นผมลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.