Feugiat nulla facilisis at vero eros et curt accumsan et iusto odio dignissim qui blandit praesent luptatum zzril.
+ (123) 1800-453-1546

Related Posts

ความรู้

Home  /  ความรู้ (Page 2)

นอนกรน ถือว่าเป็นภัยเงียบที่หลายคนมักไม่รู้ตัว เนื่องจากเป็นอาการที่เกิดขึ้นในระหว่างหลับ ทั้งนี้หลายคนมักคิดว่าอาการดังกล่าวนั้นส่งผลให้เกิดแค่เสียงดังน่ารำคาญ แต่แท้จริงแล้วการนอนกรนยังสามารถส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้ และนี่คือ 5 ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากอาการนอนกรนหากไม่ทำการรักษา อาจส่งผลร้ายมากกว่าที่คิด นอนกรน เสี่ยงอะไรบ้าง? 1. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่มีอาการกรน โดยการหยุดหายใจขณะหลับอาจทำให้รบกวนการนอนหลับพักผ่อนจนทำให้ตื่นช่วงกลางดึก หรือถ้าหากรุนแรงมากๆ อาจทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอจนส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือด นำมาสู่ภาวะหลอดเลือดปอดตีบและเกิดความความดันในปอดสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย 2. ปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ สืบเนื่องมาจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพราะเมื่อเกิดอาการดังกล่าวขึ้นจะส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจนจนทำให้ตื่นขึ้นมาในช่วงกลางดึก ส่งผลอาจทำให้นอนหลับไม่สนิทหรือนอนหลับไม่เพียงพอ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตตามมาอีกมากมาย 3. โรคกรดไหลย้อน กรดไหลย้อนเป็นโรคที่เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนกลับขึ้นมายังหลอดอาหาร ทำให้รู้สึกแสบร้อนที่กลางอก โดยโรคนี้พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่ความเสี่ยงในการเกิดจะยิ่งเพิ่มขึ้นหากเป็นผู้ที่มีอาการนอนกรนเรื้อรัง เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าวจะมีภาวะอุดกั้นของทางเดินหายใจทำให้ความดันภายในทางเดินหายใจไม่คงที่ จนทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาได้ 4. ปัญหาสุขภาพจิต นอกจากส่งผลกระทบต่อการนอนหลับแล้ว หากไม่ทำการรักษาอาการนอนกรนอย่างถูกต้อง ปัญหาในการนอนหลับจากอาการนอนกรนจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตได้ โดยอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวลได้ เนื่องจากอาการนอนไม่หลับอย่างเรื้อรังจะส่งผลกระทบต่อสารเคมีในสมองจนเกิดอาการ 5. โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากการนอนกรน สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อการไหลเวียนของเลือด ทำให้ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ ซึ่งหากสะสมจนเรื้อรังอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือแม้แต่โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งล้วนแต่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าอาการนอนกรนมีความอันตรายมากกว่าที่คิด หากไม่ทำการรักษานอนกรน อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

การจัดฟัน ถือเป็นหนึ่งในวิธีทางทันตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างฟัน ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่แล้วการจัดฟันมักทำตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อโครงสร้างฟันที่สวยงาม อย่างไรก็ตามมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องการจัดฟันแม้จะมีอายุที่มากขึ้นแล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วการจัดฟันในคนอายุมากสามารถทำได้หรือไม่ มาลองดูคำตอบไปพร้อมๆ กันดีกว่า แม้ว่าการจัดฟันจะเป็นวิธีที่ได้ผลดีในวัยรุ่น แต่ใช่ว่าคนที่มีอายุมากจะไม่สามารถจัดฟันได้ เพราะในปัจจุบันการจัดฟันมีการพัฒนาไปอย่างมาก ซึ่งล่าสุดมีการจัดฟันแบบใส หรือที่เรียกว่า Invisalign ซึ่งเป็นการจัดฟันแบบใสที่สามารถทำได้กับผู้ที่มีอายุมาก เพราะเป็นการจัดฟันที่สะดวก และไม่รบกวนกับการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งช่วยให้เห็นผลได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการจัดฟันด้วยวิธีอื่นๆ     โดยในการจัดฟันด้วยวิธีนี้ยังไม่จำเป็นต้องพิมพ์ฟันเหมือนการจัดฟันแบบปกติ เพราะการสแกนฟันด้วยระบบ Digital จะทำให้เห็นโครงสร้างฟันในแบบ 360 องศา นอกจากนี้การจัดฟันที่ APEX ทันตแพทย์ผู้ทำการจัดฟันจะใช้ Software ที่พัฒนาขึ้นควบคู่กับ 3D Digital Scan อันทันสมัย เพื่อออกแบบการเคลื่อนที่ของฟันให้เห็นในแต่ละช่วง พร้อมแสดงภาพหลังจัดฟันเสร็จได้ทันทีหลังการสแกนฟัน โดยสร้างภาพเสมือนจริงด้วยการประมวลผล AI จากฐานข้อมูลลูกค้าของ Invisalign นับล้านๆ คน

รีวิวการจัดฟันแบบใส สวยและปังได้อีก! น้องร็อค ขวัญลดา รุ่งโรจน์อำภา นอกจากความสวยและสง่างามที่เป็นจุดสนใจแล้ว ขอบอกว่าความสามารถของเธอไม่ธรรมดาทีเดียว เพราะเธอมีผลงานเป็นนางเอกภาพยนตร์ดังไกลถึงเมืองจีน ดังนั้นรอยยิ้มจึงเป็นเรื่องสำคัญ และเพราะเหตุนี้เองน้องร็อคจึงเลือกที่จะให้ Apex Dental Smile Studio ดูแลในเรื่องของการจัดฟัน โดยเลือกการจัดฟันแบบใส Invisalign เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างฟันต่างๆ ซึ่งก่อนหน้านี้น้องร็อคเคยจัดฟันมาก่อน แต่หลังการจัดฟันพบว่ายังมีปัญหาเรื่องการสบฟัน ฟันซ้อน ฟันเก หลงเหลืออยู่  เพราะมั่นใจในฝีมือคุณหมอและการดูแลแนะนำที่ดี รวมทั้งการจัดฟันใสและเทคโนโลยี ในการสแกนฟันที่สามารถเห็นผลลัพธ์หลังจัดฟันได้ล่วงหน้าทันที ว่าเปลี่ยนไปอย่างไร! หลังจากได้รับคำปรึกษากับคุณหมอแล้ว การจัดฟันแบบใสจึงตอบโจทย์ได้มากที่สุด ร็อคเลือกมาทำที่ Apex dental Smile Studio ทันตแพทย์และเจ้าหน้าที่แนะนำและให้ข้อมูลที่ดีมาก เมื่อเข้าสู่กระบวนการจัดฟัน คุณหมอได้ทำการตรวจและสแกนฟันด้วยเทคโนโลยี 3-D Computerized Digital Imaging ชั้นสูง ซึ่งช่วยให้เห็นโครงสร้างของฟัน พร้อมส่งผลไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อออกแบบการจัดฟันแบบ

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการดำรงชีพ กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนเราได้อย่างมากมาย ดังจะเห็นได้จากการที่มีผู้แพ้อาหารชนิดต่างๆ มากขึ้น ซึ่งอาการที่แสดงออกมามักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน แต่ยังมีคนจำนวนมากที่มีอาการแพ้อาหารชนิดที่เรียกว่า ภูมิแพ้อาหารแฝง และส่งผลต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับภาวะภูมิแพ้อาหารแฝงให้มากขึ้น เพื่อการเฝ้าระวังอย่างถูกวิธี   ภูมิแพ้อาหารแฝง เป็นภาวะที่ร่างกายสร้างแอนติบอดีชนิด IgG ขึ้นในร่างกาย โดยสารดังกล่าวจะทำปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้ ซึ่งจะไม่แสดงอาการออกมาในทันที แต่แอนติบอดีชนิดดังกล่าวจะค่อยๆ ทำลายเนื้อเยื่อที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเนื้อเยื่อนั้นคือสิ่งแปลกปลอม ทั้งนี้หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน หรือรับประทานอาหารที่ร่างกายแพ้ซ้ำๆ เข้าไปก็จะทำให้เกิดความเสียหายของอวัยวะที่รุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคเรื้อรังร้ายแรง   อาการของภูมิแพ้อาหารแอบแฝงจะไม่แสดงออกมาอย่างเฉียบพลัน แต่จะต้องใช้เวลานานกว่าจะแสดงอาการ ซึ่งอาการจากภาวะดังกล่าวอาจแสดงออกมามักไม่รุนแรง แต่จะเกิดขึ้นอย่างเรื้อรังและหลากหลาย โดยขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละคน โดยที่มักพบได้แก่ - ท้องอืด ท้องผูก - ท้องเสียบ่อย มีอาการลำไส้แปรปรวน - ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือปวดไมเกรน - รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่สบาย - ขอบตาคล้ำ - ไอ จาม - หอบหืด คัดจมูก - จมูกอักเสบ

นอนกรน ปัญหาการนอนหลับที่คนจำนวนไม่น้อยต่างละเลยเพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องอันตรายอะไร แต่รู้หรือไม่ว่าปัญหาการนอนกรนนั้น สามารถส่งผลต่อสุขภาพได้ในระยะยาว และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ทำการรักษาอย่างทันท่วงที อาการนอนกรน คือ ความผิดปกติในการนอนหลับที่ทำให้ผู้ที่มีอาการหายใจอย่างผิดปกติในขณะนอนหลับนั่นเอง โดยผู้ที่มีอาการดังกล่าวจะมีกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น อาทิเช่น กล้ามเนื้อลิ้น โคนลิ้น เพดานอ่อน ผนังคอหอย หรือลิ้น ที่หย่อนคล้อยมากผิดปกติ จนไปปิดกั้นทางเดินผ่านของอากาศทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง เมื่อมีการหายใจอากาศที่เข้าไปภายในผ่านเข้าไปจะมีแรงดันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณที่คล้อยดังกล่าวเกิดการสั่นสะเทือนและเกิดเสียงที่ดังผิดปกติขึ้น ทั้งนี้อาการการนอนกรนอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นได้อีกด้วย เช่น  ลักษณะขากรรไกรมีความผิดปกติ ความอ้วน ซึ่งทำให้มีไขมันมาพอกสะสมบริเวณรอบผนังลำคอ ทำให้ทางเดินหายใจแคบเล็กลง โดยการตีบแคบของทางเดินหายใจไม่เพียงแต่ทำให้เกิดอาการกรนเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เกิดการหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งหากผู้ที่นอนกรนมีอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับอย่างเรื้อรังอาจทำให้เกิดอาการอื่นๆ ตามมา เช่น นอนหลับไม่สนิท เกิดการสำลักน้ำลาย หรือบางรายอาจมีอาการสมองขาดออกซิเจนอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ในปัจจุบันมีวิธีการรักษานอนกรนหลากหลายวิธี ซึ่งหนึ่งในวิธีที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดคือ เทคโนโลยีในการรักษาอาการนอนกรน SnoreLase ซึ่งเป็นการรักษาโดยใช้พลังงานเลเซอร์เข้าไปกระตุ้นกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการกรนให้หดกระชับขึ้น และทำให้อาการกรนลดลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำการรักษา

"ผมร่วง" สาเหตุสำคัญของปัญหาผมบางและศีรษะล้านที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีการแก้ไขปัญหาผมบางมากมายขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดปัญหา ซึ่งหนึ่งวิธีที่นิยมใช้คือการปลูกผมทดแทน ทว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยซึ่งต้องการเข้ารับการรักษาผมร่วงแต่ก็ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปลูกผม ได้เวลาคลายข้อสงสัยของคำถามคาใจเกี่ยวกับการปลูกผมผ่านคำถามเหล่านี้กันแล้ว ซึ่งจะช่วยให้คุณมั่นใจมากขึ้นว่าเทคโนโลยีการปลูกผมสมัยใหม่จะช่วยให้ผมที่เคยหลุดร่วงกลับมาผมหนาดกดำได้อย่างแน่นอน   Q : ยาช่วยทำให้ผมขึ้นได้จริงหรือไม่? A : ในปัจจุบันมียาที่ใช้ในการกระตุ้นรากผม 2 ประเภทคือยารับประทาน และยาทาเฉพาะที่ ซึ่งยาที่ใช้รับประทานมีใช้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยยาที่ใช้จะช่วยลดฮอร์โมนที่ส่งผลต่อการหลุดร่วงของผมโดยตรง ขณะที่ยาทาเฉพาะที่จะใช้เพื่อช่วยป้องกันการหลุดร่วงของเส้นผม ทว่าในการใช้ยาจะจะต้องภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยหากเริ่มมีอาการผมร่วง ควรรีบพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อทำการวินิจฉัยอย่างละเอียดซึ่งจะส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น   Q : หากหยุดใช้ยาแล้วจะทำให้ผมกลับมาร่วงอีกจริงหรือไม่? A : การใช้ยากระตุ้นรากผมเป็นเพียงการรักษาเพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งถ้าหากมีการหยุดใช้ยาจะทำให้ผมกลับมาหลุดร่วงตามเดิม จึงจำเป็นจะต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องถึงจะได้ผลที่น่าพึงพอใจ   Q : ถ้าพ่อศีรษะล้าน ลูกจะมีโอกาสศีรษะล้านสูงจริงหรือไม่? A : ศีรษะล้านเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นหากพ่อหรือแม่มีภาวะศีรษะล้าน มีความเสี่ยงที่ลูกจะศีรษะล้านได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะลูกที่มีแม่ศีรษะล้านจะยิ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าลูกที่มีพ่อศีรษะล้าน   Q : หลังจากปลูกผมแล้ว ผมจะหลุดร่วงไปจริงหรือไม่? A : ในอดีตเทคโนโลยีด้านการปลูกผมยังไม่พัฒนาเท่าที่ควรจึงทำให้หลายๆ

หนวด เป็นสิ่งที่ผู้ชายต้องดูแลรักษาอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพราะนั่นส่งผลถึงบุคลิกภาพที่ดี ดังนั้นการโกนหนวดอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งหนุ่มๆ หลายคนทำเป็นประจำ แต่ต้องยอมรับว่ามีคุณผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการโกนหนวด อาทิเช่น การเลือกใช้ใบมีด หรือไม่รู้ว่าจะโกนหนวดอย่างไรให้ถูกวิธี จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดบาดแผลหลังจากโกนหนวดและไม่เรียบเนียนอย่างที่ควรจะเป็น โกนหนวด อย่างไรไม่ให้พัง? ในความเป็นจริงแล้วการโกนหนวดอย่างถูกวิธีสำหรับคุณผู้ชายสามารถทำได้ง่าย เพียงเริ่มโกนหนวดไปตามแนวขึ้นของเส้นขนบนใบหน้า จะช่วยลดอาการอาการบาดเจ็บ หรือแผลที่บริเวณใบหน้าหลังจากโกนหนวดได้ อีกทั้งจะยังช่วยให้โกนได้หมดจดเร็วขึ้น ไม่เสียเวลานานอย่างแต่ก่อน อย่างไรก็ตามการโกนหนวดจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะคุณหนุ่มๆ สามารถบอกลาการโกนหนวดกันไปได้แบบยาวๆ ด้วยการทำเลเซอร์กำจัดขน ซึ่งเพียง 5-8 ครั้ง ของการทำเลเซอร์ สามารถกำจัดหนวดได้ในระยะยาว แถมยังช่วยลดขนคุดจากการโกน ทำให้รูขุมขนเล็กลงอีกด้วยและยังช่วยประหยัดเวลาให้คุณหนุ่มๆ ออกไปสนุกกับกิจกรรมอื่นๆ ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องมาเสียเวลาโกนหนวดอีกต่อไป สอบถามเพิ่มเติม ผ่าน LINE : http://line.me/ti/p/%40apexbeauty 

นอนกรน ปัญหาการนอนหลับที่คนมักไม่รู้ตัว เนื่องจากเป็นอาการที่เกิดขึ้นในตอนที่คนเราหลับสนิท จึงทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองไม่มีปัญหาดังกล่าว แต่จริงๆ แล้วการนอนกรนนั้นส่งผลเสียมากมาย ไม่ว่าจะสร้างความรำคาญให้คนใกล้ชิด หรือปัญหาสุขภาพที่อาจคาดไม่ถึง ซึ่งถ้าหากไม่ทำการรักษานอนกรนอาจทำให้เสี่ยงถึงชีวิตได้ โดยจากการเก็บสถิติเกี่ยวกับการนอนกรน พบว่าร้อยละ 20 ของผู้ที่นอนกรนเป็นประจำมักมีการหยุดหายใจร่วมด้วย และผู้ที่มีการหยุดหายใจขณะหลับในระดับรุนแรงน้อยคือ น้อยกว่า 15 ครั้งต่อชั่วโมง จะมีอัตราการเสียชีวิตจากการหยุดหายใจขณะหลับเฉลี่ยร้อยละ 8 ซึ่งหากหยุดหายใจมากกว่า 15 ครั้งต่อชั่วโมงจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10-16 และเมื่อเทียบกับคนปกติ นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงสุขภาพของคนที่นอนกรนกับคนทั่วไปแล้ว ผู้ที่นอนกรนมีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า เสี่ยงต่อโรคหัวใจมากกว่า 2 เท่า อีกทั้งยังเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าถึง 3 เท่า ซึ่งนับเป็นอันตรายทางสุขภาพที่ควรระมัดระวัง อย่างไรก็ตามการนอนกรนนั้นสามารถแก้ไขได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต หรือหากรุนแรงมากๆ อาจต้องพึ่งวิธีทางการแพทย์ แต่ต้องเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการความปลอดภัยและผลจากการรักษาที่สามารถเห็นได้ชัดเจน SNORELASE

การลดน้ำหนัก ไม่สามารถทำได้โดยการพึ่งพาการควบคุมน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นจะต้องออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย เพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่อยู่ภายในร่างกาย ซึ่งผลดีไม่ได้มีเพียงแค่ช่วยให้รูปร่างดีขึ้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงไปได้พร้อมๆ กัน แต่การออกกำลังกายแบบไหนที่เหมาะสมต่อการลดน้ำหนัก วันนี้เรามีคำตอบมาฝากทุกคนกัน 1. เวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกายชนิดนี้ถือเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยในการลดน้ำหนักได้ดีมาก เมื่อเทียบกับการออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นๆ เพราะเวทเทรนนิ่งจะช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินเฉพาะส่วนไปพร้อมกับการสร้างกล้ามเนื้อไปในตัว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญหลังจากการออกกำลัง ทำให้ร่างกายยังสามารถเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อไปได้ แม้จะออกกำลังกายเสร็จแล้วก็ตาม 2. วิ่ง เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดในการลดน้ำหนัก เพราะแค่มีเพียงรองเท้าวิ่งก็สามารถออกกำลังกายได้อย่างอิสระ โดยการวิ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้มากขึ้น แต่ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดและการทำงานของหัวใจทำงานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักไปพร้อมๆ กับการดูแลสุขภาพ ทว่าการวิ่งก็มีข้อจำกัดคือ ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมากๆ เพราะการวิ่งอาจไปกระทบกระเทือนกับกระดูกและข้อต่อได้ 3. โยคะ แม้โยคะจะไม่ใช่การออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้มากขึ้นเหมือนการออกกำลังกายวิธีอื่นๆ แต่ถือเป็นวิธีที่ช่วยลดน้ำหนักได้ทางอ้อมอย่างมีประสิทธิภาพมาก โดยมีการศึกษาพบว่าคนที่ออกกำลังกายด้วยการฝึกโยคะเป็นประจำจะมีความระมัดระวังในการรับประทานอาหารมากขึ้นและทำให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อันเป็นสาเหตุให้น้ำหนักตัวค่อยๆ ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายต้องอาศัยวินัยควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดจึงจะเห็นผล แต่ถ้าหากไม่มีเวลาในการออกกำลังกายและไม่สะดวกในการควบคุมอาหาร แต่ต้องการผลที่เห็นได้ชัดภายในระยะเวลาสั้นๆ การใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการนำความเย็นมาใช้เพื่อสลายไขมันส่วนเกินโดยไม่เจ็บตัวหรือมีบาดแผลที่มีชื่อว่า CoolSculpting โดยวิธีการสลายไขมันด้วยความเย็นนี้ เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือเจาะ และไม่ต้องพักฟื้น ทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังทำอย่างไร้กังวล   สอบถามเพิ่มเติม ผ่าน

ผมร่วง สาเหตุสำคัญของภาวะศีรษะล้านที่ทำลายความมั่นใจให้กับคนจำนวนไม่น้อย โดยต้นเหตุของอาการผมร่วงเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ พันธุกรรม ฮอร์โมน ความเครียด การใช้ยาหรืออาการเจ็บป่วยต่างๆ นอกจากนี้การที่ร่างกายขาดสารอาหารที่สำคัญต่อเส้นผมก็เป็นสาเหตุของอาการผมร่วงได้เช่นกัน ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขได้หากรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของเส้นผม และนี่คืออาหารที่เหมาะสำหรับคนที่มีอาการผมร่วง ถ้ารับประทานอย่างสม่ำเสมอ ผมสุขภาพแข็งแรงขึ้นแน่นอน 1. ไข่ เป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารมากมายหลายชนิดที่สำคัญต่อเส้นผม โดยเฉพาะไบโอตินที่มีส่วนในการบำรุงผมให้แข็งแรง ลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ หากร่างกายมีปริมาณไบโอตินไม่เพียงพอจะทำให้ผมอ่อนแอลงและร่วงไปในที่สุด ดังนั้นจึงควรรับประทานไข่อย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันภาวะขาดไบโอติน 2. ปลาแซลมอน โปรตีนเป็นอีกหนึ่งสารอาหารสำคัญสำหรับเส้นผม เพราะโปรตีนมีส่วนในการเสริมสร้างเส้นผม ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงจึงมีความจำเป็นสำหรับคนที่ต้องการบำรุงเส้นผม หรือลดอาการผมร่วง โดยเฉพาะปลาแซลมอน ซึ่งเป็นหนึ่งในปลาทะเลน้ำลึกที่มีโปรตีน และไขมันโอเมก้า 3 รวมทั้งวิตามินชนิดต่างๆ ในปริมาณมาก สามารถช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางาม กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผมได้เป็นอย่างดี 3. ผักปวยเล้ง ผักชนิดนี้เป็นผักที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย เช่น โฟเลต ธาตุเหล็ก วิตามินเอและซี ซึ่งสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม อีกทั้งยังช่วยบำรุงหนังศีรษะให้สุขภาพดี เมื่อเส้นผมและหนังศีษะสุขภาพดีก็จะช่วยให้การหลุดร่วงของเส้นผมลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. ถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืช นอกจากจะมีโปรตีนสูงแล้วถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืชบางชนิด ยังอุดมไปด้วยไขมันโอเมก้า