Feugiat nulla facilisis at vero eros et curt accumsan et iusto odio dignissim qui blandit praesent luptatum zzril.
+ (123) 1800-453-1546

Related Posts

มิถุนายน 2018

Home  /  2018  /  มิถุนายน

นอนกรน ปัญหาการนอนหลับที่คนมักไม่รู้ตัว เนื่องจากเป็นอาการที่เกิดขึ้นในตอนที่คนเราหลับสนิท จึงทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองไม่มีปัญหาดังกล่าว แต่จริงๆ แล้วการนอนกรนนั้นส่งผลเสียมากมาย ไม่ว่าจะสร้างความรำคาญให้คนใกล้ชิด หรือปัญหาสุขภาพที่อาจคาดไม่ถึง ซึ่งถ้าหากไม่ทำการรักษานอนกรนอาจทำให้เสี่ยงถึงชีวิตได้ โดยจากการเก็บสถิติเกี่ยวกับการนอนกรน พบว่าร้อยละ 20 ของผู้ที่นอนกรนเป็นประจำมักมีการหยุดหายใจร่วมด้วย และผู้ที่มีการหยุดหายใจขณะหลับในระดับรุนแรงน้อยคือ น้อยกว่า 15 ครั้งต่อชั่วโมง จะมีอัตราการเสียชีวิตจากการหยุดหายใจขณะหลับเฉลี่ยร้อยละ 8 ซึ่งหากหยุดหายใจมากกว่า 15 ครั้งต่อชั่วโมงจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10-16 และเมื่อเทียบกับคนปกติ นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงสุขภาพของคนที่นอนกรนกับคนทั่วไปแล้ว ผู้ที่นอนกรนมีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า เสี่ยงต่อโรคหัวใจมากกว่า 2 เท่า อีกทั้งยังเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าถึง 3 เท่า ซึ่งนับเป็นอันตรายทางสุขภาพที่ควรระมัดระวัง อย่างไรก็ตามการนอนกรนนั้นสามารถแก้ไขได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต หรือหากรุนแรงมากๆ อาจต้องพึ่งวิธีทางการแพทย์ แต่ต้องเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการความปลอดภัยและผลจากการรักษาที่สามารถเห็นได้ชัดเจน SNORELASE

การลดน้ำหนัก ไม่สามารถทำได้โดยการพึ่งพาการควบคุมน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นจะต้องออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย เพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่อยู่ภายในร่างกาย ซึ่งผลดีไม่ได้มีเพียงแค่ช่วยให้รูปร่างดีขึ้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงไปได้พร้อมๆ กัน แต่การออกกำลังกายแบบไหนที่เหมาะสมต่อการลดน้ำหนัก วันนี้เรามีคำตอบมาฝากทุกคนกัน 1. เวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกายชนิดนี้ถือเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยในการลดน้ำหนักได้ดีมาก เมื่อเทียบกับการออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นๆ เพราะเวทเทรนนิ่งจะช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินเฉพาะส่วนไปพร้อมกับการสร้างกล้ามเนื้อไปในตัว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญหลังจากการออกกำลัง ทำให้ร่างกายยังสามารถเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อไปได้ แม้จะออกกำลังกายเสร็จแล้วก็ตาม 2. วิ่ง เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดในการลดน้ำหนัก เพราะแค่มีเพียงรองเท้าวิ่งก็สามารถออกกำลังกายได้อย่างอิสระ โดยการวิ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้มากขึ้น แต่ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดและการทำงานของหัวใจทำงานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักไปพร้อมๆ กับการดูแลสุขภาพ ทว่าการวิ่งก็มีข้อจำกัดคือ ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมากๆ เพราะการวิ่งอาจไปกระทบกระเทือนกับกระดูกและข้อต่อได้ 3. โยคะ แม้โยคะจะไม่ใช่การออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้มากขึ้นเหมือนการออกกำลังกายวิธีอื่นๆ แต่ถือเป็นวิธีที่ช่วยลดน้ำหนักได้ทางอ้อมอย่างมีประสิทธิภาพมาก โดยมีการศึกษาพบว่าคนที่ออกกำลังกายด้วยการฝึกโยคะเป็นประจำจะมีความระมัดระวังในการรับประทานอาหารมากขึ้นและทำให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อันเป็นสาเหตุให้น้ำหนักตัวค่อยๆ ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายต้องอาศัยวินัยควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดจึงจะเห็นผล แต่ถ้าหากไม่มีเวลาในการออกกำลังกายและไม่สะดวกในการควบคุมอาหาร แต่ต้องการผลที่เห็นได้ชัดภายในระยะเวลาสั้นๆ การใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการนำความเย็นมาใช้เพื่อสลายไขมันส่วนเกินโดยไม่เจ็บตัวหรือมีบาดแผลที่มีชื่อว่า CoolSculpting โดยวิธีการสลายไขมันด้วยความเย็นนี้ เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือเจาะ และไม่ต้องพักฟื้น ทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังทำอย่างไร้กังวล   สอบถามเพิ่มเติม ผ่าน

ผมร่วง สาเหตุสำคัญของภาวะศีรษะล้านที่ทำลายความมั่นใจให้กับคนจำนวนไม่น้อย โดยต้นเหตุของอาการผมร่วงเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ พันธุกรรม ฮอร์โมน ความเครียด การใช้ยาหรืออาการเจ็บป่วยต่างๆ นอกจากนี้การที่ร่างกายขาดสารอาหารที่สำคัญต่อเส้นผมก็เป็นสาเหตุของอาการผมร่วงได้เช่นกัน ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขได้หากรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของเส้นผม และนี่คืออาหารที่เหมาะสำหรับคนที่มีอาการผมร่วง ถ้ารับประทานอย่างสม่ำเสมอ ผมสุขภาพแข็งแรงขึ้นแน่นอน 1. ไข่ เป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารมากมายหลายชนิดที่สำคัญต่อเส้นผม โดยเฉพาะไบโอตินที่มีส่วนในการบำรุงผมให้แข็งแรง ลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ หากร่างกายมีปริมาณไบโอตินไม่เพียงพอจะทำให้ผมอ่อนแอลงและร่วงไปในที่สุด ดังนั้นจึงควรรับประทานไข่อย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันภาวะขาดไบโอติน 2. ปลาแซลมอน โปรตีนเป็นอีกหนึ่งสารอาหารสำคัญสำหรับเส้นผม เพราะโปรตีนมีส่วนในการเสริมสร้างเส้นผม ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงจึงมีความจำเป็นสำหรับคนที่ต้องการบำรุงเส้นผม หรือลดอาการผมร่วง โดยเฉพาะปลาแซลมอน ซึ่งเป็นหนึ่งในปลาทะเลน้ำลึกที่มีโปรตีน และไขมันโอเมก้า 3 รวมทั้งวิตามินชนิดต่างๆ ในปริมาณมาก สามารถช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางาม กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผมได้เป็นอย่างดี 3. ผักปวยเล้ง ผักชนิดนี้เป็นผักที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย เช่น โฟเลต ธาตุเหล็ก วิตามินเอและซี ซึ่งสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม อีกทั้งยังช่วยบำรุงหนังศีรษะให้สุขภาพดี เมื่อเส้นผมและหนังศีษะสุขภาพดีก็จะช่วยให้การหลุดร่วงของเส้นผมลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. ถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืช นอกจากจะมีโปรตีนสูงแล้วถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืชบางชนิด ยังอุดมไปด้วยไขมันโอเมก้า

ในการลดน้ำหนักนั้น การควบคุมอาหารเป็นสิ่งที่หลายคนทำควบคู่ไปพร้อมกับวิธีอื่นๆ เพื่อให้น้ำหนักค่อยๆ ลดลง หรืออยู่ในระดับที่ต้องการ แต่นอกเหนือจากอาหารแล้ว เครื่องดื่มบางชนิดที่อยู่ใกล้ตัวเราสามารถช่วยลดน้ำหนักได้เช่นกัน อย่างเช่น 3 เครื่องดื่มดังต่อไปนี้ ที่คัดมาแล้วว่าสามารถช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี 1. น้ำเปล่า น้ำเปล่าถือเป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่ถ้าอยากให้ได้ประโยชน์ในการลดน้ำหนักมากขึ้นต้องลองหันมาดื่มน้ำเย็น เพราะการดื่มน้ำเย็นทำให้ร่างกายเย็นลง และทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นอีกวัน 100 แคลอรีต่อวันเพื่อปรับอุณหภูมิให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติ นอกจากนี้การดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารจะช่วยลดความอยากอาหาร และรับประทานอาหารน้อยลง รวมทั้งช่วยให้ตับสามารถเผาผลาญไขมันได้มากขึ้นอีกด้วย 2. กาแฟ กาแฟที่ดื่มกันทุกวันนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงช่วยให้รู้สึกกะปรี้กะเปร่าเท่านั้น แต่สารคาเฟอีนยังช่วยกดความอยากอาหาร และเพิ่มกระตุ้นการเผาผลาญให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย แต่ไม่ควรดื่มเกินวันละ 1-2 แก้ว และควรเลี่ยงการใส่น้ำตาล นม และครีมเทียม เนื่องจากเป็นตัวการทำให้น้ำหนักขึ้น ถ้าอยากลดน้ำหนักลองเปลี่ยนมาดื่มกาแฟดำจะดีที่สุด 3. ชาเขียว ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณในการช่วยลดไขมัน โดยคาเฟอีนที่อยู่ในชาเขียวสามารถกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญไขมันมากขึ้น 35-43% อีกทั้งยังชาเขียวยังมีฤทธิ์ในขับปัสสาวะช่วยให้ร่างกายขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้ ดังนั้นลองหันมาดื่มชาเขียวนับเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลดน้ำหนักเหมือนกัน และควรหลีกเลี่ยงชาเขียวที่มีน้ำตาล ถ้าไม่อยากให้น้ำตาลมาเป็นตัวการของความอ้วน นอกจากเครื่องดื่มเหล่านี้ การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่จะช่วยให้รูปร่างดีขึ้นได้ แต่ถ้าต้องการผลที่เห็นได้ชัดเจนโดยใช้ระยะเวลาสั้นๆ

เมื่อตัดสินใจทำเลเซอร์ขนแล้ว การเตรียมตัวถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเตรียมพร้อมก่อนการทำเลเซอร์ขนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม การทำเลเซอร์ขนจะบรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวัง และนี่คือ 5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนการทำเลเซอร์ ถ้าวางแผนจะทำเลเซอร์แล้วอยากให้ได้ผลดีเป็นที่น่าพึ่งพอใจ อย่ามองข้ามเรื่องเหล่านี้จะดีที่สุด 1. เลเซอร์ขนไม่สามารถเห็นผลได้ภายในการทำครั้งเดียว การทำเลเซอร์ขนไม่ใช่วิธีการกำจัดขนที่สามารถเห็นผลได้ทันที หรือสามารถกำจัดขนถาวรได้ภายในการทำเพียงครั้งเดียว ซึ่งโดยปกติแล้วการทำเลเซอร์จะเริ่มเห็นผลหลังจากการทำเลเซอร์ในครั้งที่ 3-4 และจะเห็นผลได้อย่างชัดเจนเมื่อทำไป 5-8 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้เข้ารับบริการ และเมื่อครบคอร์สแล้วอาจมีการนัดทำเพิ่มเติมเป็นรายครั้ง เพื่อกำจัดขนที่อาจขึ้นมาในภายหลัง 2. หลีกเลี่ยงแสงแดดก่อนการทำเลเซอร์ขน โดยทั่วไปแล้วในการทำเลเซอร์ขน ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้ผู้ที่จะเข้ารับบริการหลีกเลี่ยงไม่ให้บริเวณที่ทำเลเซอร์โดนแดดอย่างน้อย 4 สัปดาห์ และควรทาครีมกันแดดเพื่อไม่ให้ผิวเปลี่ยนสีหรือเกิดการไหม้แดด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองในภายหลัง 3. ควรหลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์ในช่วงมีประจำเดือน ในการทำเลเซอร์ขนบิกินี่ ควรหลีกเลี่ยงในช่วงมีประจำเดือน เพราะอาจทำให้รู้สึกเจ็บมากขึ้น แต่ถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้เข้ารับบริการควรมองหาวิธีการบรรเทาอาการเจ็บจากการทำเลเซอร์รองรับไว้หลังการทำเลเซอร์ขน เพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บจนเกินไป 4. สตรีมีครรภ์ไม่ควรทำเลเซอร์ขน เลเซอร์ขนเป็นวิธีการรักษาหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญมักไม่แนะนำให้ใช้ในขณะที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากในระหว่างการตั้งครรภ์ ระดับเอสโตรเจนของผู้หญิงจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีขนขึ้นเยอะกว่าปกติ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยหากคุณแม่ต้องการทำเลเซอร์ขน ควรทำหลังจากตคลอดบุตรแล้วจะดีที่สุด 5. ห้ามทำเลเซอร์ขนบริเวณดวงตา แม้เลเซอร์กำจัดขนจะมีความปลอดภัยสูง แต่การทำเลเซอร์ขนบริเวณดวงตาก็เป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากสีของแสงเลเซอร์นั้นเป็นอันตรายโดยตรงต่อดวงตาและบริเวณรอบดวงตา ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตาด้วยทุกครั้งเมื่อเข้ารับการทำเลเซอร์   สอบถามเพิ่มเติม

การมีเส้นขนบนร่างกายถือเป็นเรื่องปกติ แต่ยังมีอีกหลายคนที่รู้สึกว่าเส้นขนเหล่านี้ทำให้สูญเสียความมั่นใจ จนทำให้ต้องเสาะหาวิธีกำจัดขน โดยวิธีที่คนส่วนใหญ่นึกถึง คงหนีไม่พ้นการแว็กซ์ขน การโกนขน รวมทั้งการถอนขน ซึ่งวิธีเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก ทว่ามีผลข้างเคียงอยู่ไม่น้อย เช่น ทำให้เกิดบาดแผล ผิวหนังระคายเคือง หรือขนคุดที่ทำให้ผิวหนังไม่เรียบเนียน อีกทั้งยังช่วยกำจัดขนได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ และต้องทำซ้ำเมื่อขนเริ่มขึ้น ทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ   อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการใช้วิธีกำจัดขนอย่าง การเลเซอร์ขน ซึ่งเป็นวิธีกำจัดขนถาวรที่ปลอดภัยและได้ผลดีมากที่สุด เพราะการทำเลเซอร์ขนนั้น พลังงานความร้อนจากเลเซอร์เข้าไปปฏิกิริยาโดยตรงกับรากขนทำให้รากขนฝ่อตัวลง และทำให้ขนหลุดร่วงไปในที่สุดโดยไม่เจ็บ และไม่ทิ้งบาดแผลไว้ในภายหลัง เพราะในขั้นตอนการทำเลเซอร์ขนจะมีการทาเจลเย็น และประคบเย็นเพื่อช่วยให้สบายผิวมากขึ้น เมื่อทำเลเซอร์จึงทำให้รู้สึกคล้ายหนังยางดีดเบาๆ เท่านั้น นอกจากนี้การทำเลเซอร์ขนยังช่วย แก้ปัญหาขนคุด หรือผิวไม่เรียบเนียน เนื่องจากการโกนหรือการถอนขนได้อีกด้วย จึงผิวกลับมาเรียบเนียนไร้ขน ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กลับมาได้อีกครั้ง สอบถามเพิ่มเติม ผ่าน LINE : http://line.me/ti/p/%40apexbeauty

เรื่องของความหย่อนคล้อยภายใน เป็นสิ่งที่ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนคงไม่อยากพบเจอแน่นอน เพราะนอกจากจะทำให้สูญเสียความมั่นใจแล้ว ยังอาจนำมาสู่ปัญหาสุขภาพผู้หญิงอื่นๆ ได้ อย่างเช่น อาการปัสสาวะเล็ด และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรืออาจลุกลามไปถึงปัญหาความสัมพันธ์และปัญหาชีวิตคู่ได้   ดังนั้นเมื่อสาวๆ รู้สึกว่าตนเองมีปัญหาจึงพยายามวิธีแก้ปัญหาในแบบของตัวเอง เช่น สมุนไพร หรือยาบางชนิดที่วางขายในท้องตลาดที่มีการอ้างว่าสามารถช่วยกระชับช่องคลอดได้ ทั้งที่จริงแล้วยาหรือสมุนไพรส่วนใหญ่ยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัดว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาความไม่กระชับของช่องคลอดได้จริงหรือไม่ อีกทั้งยังไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยของยาเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน จึงทำให้การใช้ยาและสมุนไพรกระชับช่องคลอดยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่การทำรีแพร์ ซึ่งเป็นการแก้ไขความหย่อนคล้อยของอุ้งเชิงกรานด้วยการผ่าตัด ยังเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงและมีผลข้างเคียง อีกทั้งยังต้องพักฟื้นเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากแผลผ่าตัดและอาจต้องมีการผ่าตัดซ้ำหากกลับมาเป็นอีกซึ่งทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง     อย่างไรก็ตามปัญหาช่องคลอดไม่กระชับยังสามารถแก้ไขได้หลากหลายวิธี ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเทคโนโลยี Vaginal Lift ที่ถือเป็นวิธีใหม่ล่าสุดที่กำลังได้รับความนิยม เพราะเป็นวิธีที่ปลอดภัย ไม่มีแผล ความเสี่ยงต่ำ และยังสามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากทำ ช่วยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนภายในระยะเวลาสั้นๆ คืนความสาวและความมั่นใจให้กับผู้หญิงแบบไม่ต้องเจ็บตัวหรือพักฟื้นอีกต่อไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 062 709 6849 LINE ID : @APEXWOMEN หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40apexwomen

รักแร้หนังไก่ หรือปัญหาขนคุดใต้วงแขน คือฝันร้ายของใครหลายๆ คนที่เกิดจากการโกนขน หรือถอนขนรักแร้แบบผิดๆ จนทำให้ผิวหนังใต้วงแขนมีลักษณะไม่เรียบเนียน พาลทำให้รู้สึกหมดความมั่นใจ แต่ปัญหานี้สามารถป้องกันได้หากรู้วิธีในการดูแลใต้วงแขนอย่างถูกต้อง และนี่คือ 3 วิธีน่ารู้ในการป้องกันขนคุดใต้วงแขน บอกลารักแร้หนังไก่ เสริมความมั่นใจให้ใต้วงแขนได้อีกครั้ง 1. หลีกเลี่ยงการโกน ถอนขนรักแร้ การโกนขนหรือถอนขนรักแร้บ่อยๆ จะทำให้เกิดแผลที่บริเวณรูขุมขน จนเกิดการติดเชื้อและการอักเสบ และเกิดขนคุดหรือหนังไก่ใต้วงแขนได้ในที่สุด ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการโกนหรือการถอนขนรักแร้ จึงจะสามารถช่วงป้องกันการเกิดหนังไก่ใต้วงแขนได้ 2. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อใต้วงแขน การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีหรือแอลกอฮอล์กับใต้วงแขนมากๆ จะทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง และการอักเสบขึ้นมาได้ ทำให้เกิดขนคุดใต้วงแขน ดังนั้นจึงควรหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวใต้วงแขน จะช่วยลดโอกาสเกิดหนังไก่ใต้วงแขนได้ 3. เลเซอร์ขน คืออีกหนึ่งวิธีในการกำจัดขนรักแร้ได้อย่างถาวรและปลอดภัย โดยไม่ทำให้เกิดหนังไก่ในภายหลัง อีกทั้งยังช่วยปรับผิวใต้วงแขนให้เรียบเนียนหมดปัญหาขนคุดกวนใจได้อีกด้วย   นอกจากทำตามวิธีข้างต้นแล้ว ควรหมั่นรักษาความสะอาดของใต้วงแขนอย่างสม่ำเสมอด้วย จึงจะช่วยลดปัญหาหนังไก่ใต้วงแขนรวมทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอบถามเพิ่มเติม ผ่าน LINE : http://line.me/ti/p/%40apexbeauty

CoolSculpting หรือ การกำจัดไขมันส่วนเกินด้วยความเย็น หนึ่งในเทคโนโลยีการสลายไขมันด้วยความเย็นอุณหภูมิติดลบ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่ต้องการกำจัดไขมันส่วนเกินโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ แต่ยังมีผู้สนใจอีกไม่น้อยที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับ CoolSculpting อย่างคำถามที่ว่าระหว่างทำเจ็บหรือไม่ และการทำ CoolSculpting จะมีบาดแผลหลังจากทำหรือเปล่า วันนี้เรามีคำตอบที่น่าสนใจของคำถามเหล่านี้มาฝากทุกคนกัน การทำ CoolSculpting เจ็บไหม? CoolSculpting เป็นการกำจัดไขมันที่มีความปลอดภัยสูง ไม่ต้องผ่าตัด หรือเจาะผิวหนัง จึงทำให้ไม่มีอาการเจ็บ และไม่มีบาดแผลหลงเหลือภายหลัง แต่ในช่วง 5 นาทีแรกของกระบวนอาจรู้สึกไม่สบายผิวเล็กน้อย เนื่องจากความแน่นของหัวเครื่องมือที่ค่อยๆ ดูดบริเวณผิว หลังจากนั้นจะรู้สึกชาไปตลอดกระบวนการทำ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการผู้เข้ารับบริการอาจเกิดรอยช้ำเล็กน้อยหลังจากถอดเครื่องมือบริเวณที่ทำ CoolSculpting และจะค่อยๆ หายไปในเวลาต่อมา การทำ CoolSculpting เห็นผลแค่ไหน? นอกจากนี้การกำจัดไขมันด้วยวิธีดังกล่าวยังให้ผลที่ชัดเจนได้ตั้งแต่การทำในครั้งแรก โดยในการทำแต่ละครั้ง ไขมันส่วนเกินจะถูกกำจัดไปประมาณ 20% และจะยิ่งเห็นผลได้ชัดเจนมากขึ้นหลังจากทำ 2-3 เดือน ซึ่งเซลล์ไขมันที่ตายจากการถูกความเย็นจะถูกกำจัดออกมาทางระบบกำจัดของเสียของร่างกายโดยไม่ส่งผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ช่วยให้ผู้เข้ารับบริการมีรูปร่างที่น่าพึงพอใจ และมีความมั่นใจมากขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น   นอกจากนี้การทำ CoolSculpting ยังเป็นวิธีการกำจัดไขมันที่ผู้เข้ารับบริการไม่ต้องพักฟื้นหลังจากการทำ

สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีเทคนิคอีกมากมายในการช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปได้ด้วยดี และนี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ในการลดน้ำหนักที่รับรองได้ว่าจะช่วยให้ควบคุมอาหารได้ดีขึ้น เพื่อการลดน้ำหนักที่ได้ผลตรงใจ 1. หลีกเลี่ยงสารให้ความหวานแทนน้ำตาล หลายคนอาจจะคิดว่าเครื่องดื่ม หรืออาหารที่ไม่มีน้ำตาล เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลดน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้วเครื่องดื่มหรืออาหารเหล่านี้ยังมีการใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพื่อรักษารสชาติไว้ ซึ่งสารชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยให้สมองรับรู้รสชาติหวานแต่ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายพึงพอใจกับรสชาติ แถมยังทำให้ต้องการน้ำตาลเพิ่มขึ้น จนเป็นสาเหตุของการกินที่มากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นถ้าไม่อยากกลับมาอ้วนเพราะเผลอกินของหวานมากๆ ควรเลี่ยงสารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะดีที่สุด 2. เคี้ยวหมากฝรั่ง การเคี้ยวหมากฝรั่งสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ โดยมีการศึกษาหนึ่งพบว่าคนที่เคี้ยวหมากฝรั่งหลังอาหารกลางวันจะช่วยลดการกินจุบจิบลงได้ แถมยังช่วยทำความสะอาดฟัน ลดปัญหาเรื่องฟันผุและลดน้ำหนักไปได้พร้อมๆ กัน 3. หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมอื่นๆ ขณะรับประทานอาหาร ถ้าไม่อยากให้ตัวเองรับประทานอาหารมากเกินพอดี อีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำคือการหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น การเล่นสมาร์ทโฟน หรือดูโทรทัศน์ เพราะมีการศึกษาพบว่าการทำกิจกรรมต่างๆ ขณะรับประทานอาหารจะทำให้เรารู้สึกไม่อิ่ม แม้จะรับประทานอาหารไปแล้วก็ตาม จนนำมาสู่พฤติกรรมกินจุบจิบและน้ำหนักขึ้นในที่สุด 4. เปลี่ยนขนาดภาชนะใส่อาหาร อีกหนึ่งวิธีในการช่วยควบคุมอาหารที่แสนง่าย นั่นคือการเปลี่ยนภาชนะใส่อาหารให้เล็กลง หรือให้มีขนาดของขอบจานที่ใหญ่ขึ้น โดยมีการศึกษาพบว่าภาชนะใส่อาหารที่เล็กลงจะช่วยลดปริมาณอาหารที่รับประทานเข้าไปได้ถึง 20% ดังนั้นถ้าอยากรับประทานอาหารให้น้อยลง ลองเปลี่ยนมาใส่จานที่เล็กลงถือเป็นการควบคุมการรับประทานอาหารไปในตัว 5.