Feugiat nulla facilisis at vero eros et curt accumsan et iusto odio dignissim qui blandit praesent luptatum zzril.
+ (123) 1800-453-1546
info@example.com

Related Posts

เมษายน 2018

Home  /  2018  /  เมษายน

ความฟิตกระชับจากภายในถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณผู้หญิง โดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอดที่ต้องการกลับมามีความมั่นใจอีกครั้งหลังจากให้กำเนิดลูกน้อย Vaginal Lift ก็เป็นหนึ่งในคำตอบสำหรับความต้องการนี้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้ช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานกระชับขึ้นได้โดยไม่ต้องเจ็บตัว แต่เทคนิคนี้คุณแม่จะสามารถทำได้ทันทีหลังคลอดหรือไม่ ลองมาดูคำตอบไปพร้อม ๆ กันค่ะ โดยปกติแล้วผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้ผู้เข้ารับบริการที่เป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรเว้นระยะเวลาสักระยะอย่างน้อย 1 - 3 เดือนขึ้นไป หรือหากเป็นคุณแม่ที่ผ่านการคลอดแบบธรรมชาติก็ควรรอจนกว่าแผลจะหายดีก่อนจึงจะสามารถทำได้ โดยหลังจากการทำ Vaginal Lift แล้ว ผู้เข้ารับบริการไม่จำเป็นต้องพักฟื้น และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ทั้งนี้การทำ Vaginal Lift ผู้เข้ารับบริการควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงมือทำเพื่อประสิทธิภาพที่ดีสูงสุดและป้องกันผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 062 709 6849 LINE@ ID : @APEXWOMEN หรือคลิก HTTP://LINE.ME/TI/P/%40APEXWOMEN

สำหรับคุณแม่ที่ผ่านการคลอดลูกน้อยด้วยวิธีธรรมชาติ ปัญหาหนึ่งที่มักทำให้คุณแม่รู้สึกไม่มั่นใจก็คงจะหนีไม่พ้นความไม่ฟิตกระชับของช่องคลอด และอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้คุณแม่รู้สึกอายมากกว่าเดิม ก็คือปัญหา จิ๋มตด หรือภาวะลมออกมาจากช่องคลอด ที่มักเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่คาดคิด เช่นขณะที่ออกกำลังกาย หรือแม้แต่ขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่อาการดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร และสามารถแก้ไขได้หรือไม่ มาเรียนรู้ไปพร้อมกัน ๆ ค่ะ จิ๋มตด คืออะไร ? จิ๋มตด หรือภาวะลมออกมาจากช่องคลอด ไม่ใช่อาการผายลมที่แสนน่าอายแต่เป็นอาการที่เกิดจากการที่ช่องคลอดขยายตัว จนทำให้ลมภายนอกเข้าไปภายในช่องคลอด และเมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่นออกกำลังกาย ฝึกโยคะ หรือมีเพศสัมพันธ์ในบางท่า ก็จะทำให้ลมภายในออกมาภายนอกจนเกิดเป็นเสียงคล้ายการผายลม โดยอาการดังกล่าวสามารถพบได้ในผู้หญิงทุกวัย แต่มักเกิดขึ้นในผู้หญิงที่ผ่านการคลอดบุตรแล้วเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากช่องคลอดมีลักษณะมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป เช่น ช่องคลอดไม่กระชับหรือช่องคลอดปิดไม่สนิท เป็นต้น ทั้งนี้อาการดังกล่าวสามารถลดลงได้หากมีช่องคลอดที่กระชับขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีในการกระชับช่องคลอดที่หลากหลาย รวมทั้งเทคโนโลยีกระชับช่องคลอดที่ใช้เวลาเพียงสั้น ๆ  ไม่เกิน 30 นาที ก็ช่วยให้เห็นผลได้ทันที โดยไม่เจ็บและไม่มีแผล อีกทั้งยังไม่ต้องพักฟื้น ช่วยลดปัญหาจิ๋มตด

เลเซอร์หนวด เลเซอร์ขนรักแร้เป็นหนึ่งในวิธีที่กำลังได้รับความนิยม เพราะกำจัดหนวดที่กวนใจได้ในระยะยาว แต่ก็มีหลายคนที่ไม่กล้าทำเพราะกลัวเจ็บ หรือกลัวว่าจะเกิดแผลเป็นบนใบหน้า ทั้งที่จริง ๆ แล้ว การเลเซอร์หนวดก็เหมือนกับการเลเซอร์ที่บริเวณส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เลเซอร์หนวด ทำแล้วเจ็บไหม ? ในการทำเลเซอร์หนวด ลำแสงเลเซอร์ทำหน้าที่ส่งผ่านพลังงานความร้อนไปที่รากขนเท่านั้น จึงไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บที่ผิวหนัง นอกจากนี้ในระหว่างการทำเลเซอร์หนวดก็ยังมีการประคบเย็น และทาเจลเย็นเพื่อช่วยให้รู้สึกสบายผิว และอาจรู้สึกเหมือนถูกหนังยางดีดเบา ๆ บริเวณที่ทำเลเซอร์เพียงเล็กน้อย นอกจากนี้เลเซอร์หนวดยังไม่ทำให้เกิดบาดแผลที่ใบหน้า เพียงแต่จะทำให้ผิวบริเวณที่ทำเลเซอร์มีสีอมชมพูประมาณ 15 – 30 นาทีหลังจากทำเสร็จ และจะค่อย ๆ จางหายไปเอง ซึ่งผู้รับการเลเซอร์หนวดควรดูแลรักษาด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และสารเคมีต่าง ๆ ที่บริเวณดังกล่าวเพื่อป้องกันการระคายเคืองที่อาจเกิดตามมาได้

เลเซอร์รักแร้ วิธีการกำจัดขนใต้วงแขนที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เพราะช่วยแก้ปัญหาเส้นขนและช่วยให้ผิวเรียบเนียนไปได้พร้อม ๆ กัน แต่ก็มีคนที่ไม่กล้าทำเพราะกลัวว่าเจ็บเนื่องจากบริเวณรักแร้นั้นค่อนข้างบอบบาง แต่จริง ๆ แล้วการทำ เลเซอร์ขนรักแร้ เจ็บหรือไม่ ? มาไขข้อสงสัยไปพร้อม ๆ กันค่ะ เลเซอร์รักแร้ เจ็บหรือไม่ ? ในการทำเลเซอร์ขนรักแร้ ลำแสงเลเซอร์จะส่งพลังงานความร้อนไปที่รากขนเท่านั้น โดยไม่กระทบกับผิวหนังจึงจะไม่ทำให้เจ็บบริเวณรักแร้ นอกจากนี้ในระหว่างการทำเลเซอร์ขนรักแร้ยังมีการประคบเย็น และทาเจลเย็นเพื่อช่วยให้รู้สึกสบายผิว จึงทำให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกอุ่น และเหมือนถูกหนังยางดีดเบา ๆ บริเวณที่ทำเลเซอร์เท่านั้น นอกจากนี้เลเซอร์ยังไม่ทำให้เกิดบาดแผล แต่ผิวบริเวณที่ทำเลเซอร์อาจมีสีอมชมพูประมาณ 15 – 30 นาที แล้วจึงค่อย ๆ จางไปเอง โดยผู้เข้ารับบริการควรดูแลรักษาบริเวณที่ทำเลเซอร์ด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และสารเคมีต่าง ๆ ที่บริเวณดังกล่าวเพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือการอักเสบที่อาจตามมาในภายหลัง

"เพียงแค่ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีของร่างกาย" 1. ช่วยฟื้นฟูร่างกายให้ดีขึ้น (Improve Recovery)        เพียงแค่ 3 นาที กับการบำบัดร่างกายด้วยความเย็นนั้น สามารถช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ จากการออกกำลังกายให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูของร่างกายอีกด้วย 2. เพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย (Increase Metabolic Rate)        ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเต้นของหัวใจในระหว่างการออกกำลังกายให้ดีขึ้น และยังช่วยเผาผลาญไขมันได้ถึง 400-600 แคลลอรี/ครั้ง อีกทั้งฟื้นฟูประสิทธิภาพการเผาผลาญของร่างกายโดยรวม 3. เพิ่มฮอโมนแห่งความสุข (Endorphins)        ICE LAB นั้าสามารถให้พลังงานที่สร้างขึ้นเองตามธรรมชาติได้ อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูผู้ที่เป็นภาวะซึมเศร้า หรือผู้ที่มีความผิดปกติทางอารมณ์อื่นๆ 4. เพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหว (Increases Range of Motion)        การเข้า

ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกใช้การจัดฟันเพื่อปรับรูปหน้า เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ใบหน้าเรียวขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัดทางการแพทย์ใด ๆ ซึ่ง Invisalign หรือการจัดฟันแบบใสก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก ผลวิจัยพบว่าการจัดฟันใส Invisalign ยังลดระยะเวลาจัดฟันให้เร็วขึ้น 20% เมื่อเทียบกับการจัดฟันวิธีอื่น ๆ  ซึ่งเป็นจุดเด่นของการจัดฟันชนิดนี้ Invisalign ช่วยให้หน้าเรียวได้หรือไม่ ? นอกจากนี้ Invisalign ยังสามารถช่วยแก้ปัญหารูปหน้าที่ไม่เรียวสวย หรือมีรูปหน้าที่ใหญ่ได้ เนื่องจากการจัดฟันแบบใส จะช่วยจัดรูปโครงสร้างฟันให้เรียงตัวสวยงาม สบกันได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อรูปหน้า ที่จะค่อย ๆ เรียวเป็นรูปตัววีมากขึ้น ขณะที่การจัดฟันแบบ Invisalign ยังสามารถทำได้ในผู้ที่มีลักษณะฟันทุกแบบ และทำได้ทุกเพศทุกวัย โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแต่อย่างใด นับเป็นเทคโนโลยีในการจัดฟันที่ช่วยลดปัญหากวนใจ บอกลาลวดเหล็กที่อาจทำร้ายช่องปากและปัญหาช่องปากที่อาจเกิดจากการทำความสะอาดที่ไม่ทั่วถึงจากการติดอุปกรณ์จัดฟัน ช่วยให้ยิ้มได้อย่างมั่นใจ   ฟันที่เรียงสวย สร้างรอยยิ้มที่สวยงาม มั่นใจ สอบถามโปรโมชั่น และปรึกษา ผ่าน 2 ช่องทาง • ผ่าน Smartphone

ปัสสาวะเล็ด คือปัญหาที่ทำให้คุณผู้หญิงหลายคนหมดความมั่นใจ และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันจนไม่กล้าไปไหนมาไหน เพราะกลัวอาการปัสสาวะเล็ดจะสร้างปัญหาให้ นอกจากนี้ยังคิดว่าปัญหานี้เป็นเรื่องที่น่าอายจนทำให้ไม่กล้าไปทำการรักษา ซึ่งที่จริงแล้วการรักษาอาการปัสสาวะเล็ดนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอาย และควรรีบทำการรักษาก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนทำให้การรักษาเป็นไปได้ยากขึ้นกว่าเดิม โดยในปัจจุบันก็มีวิธีการรักษาที่หลากหลายให้เลือก และสามารถรักษาให้หายได้อย่างตรงจุด และนี่คือวิธีการรักษาปัญหาปัสสาวะเล็ดที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน 1. ใส่ห่วงหรืออุปกรณ์พยุงช่องคลอด เป็นการรักษาด้วยวิธีการสอดอุปกรณ์เข้าไปที่ระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อพยุงหรือกดให้ท่อปัสสาวะปิดสนิท เมื่อเกิดอาการไอหรือจาม ก็จะไม่ทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ด โดยวิธีดังกล่าวเหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการผ่าตัด หรือมีข้อจำกัดอื่น ๆ เช่นอุ้งเชิงกรานหย่อนคล้อย ทว่าก็มีข้อเสียคือต้องนำออกมาล้างทำความสะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ 2. ฉีดโบท็อกซ์ เป็นการรักษาด้วยการฉีดสารโบท็อกซ์เข้าไปที่กล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะเพื่อลดขนาดของท่อปัสสาวะ ช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ดได้ โดยมักใช้ในเมื่อการรักษาเบื้องต้นไม่ได้ผล ทว่าการฉีดโบท็อกซ์ให้ผลเพียงในระยะสั้น ๆ และต้องมีการฉีดซ้ำตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด 3. ผ่าตัดรีแพร์ เป็นการผ่าตัดกระชับอุ้งเชิงกรานในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน ซึ่งเป็นการรักษาที่สามารถรักษาอาการปัสสาวะเล็ดได้เพียงในช่วงแรก และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ภายในระยะ 5 ปีหลังผ่าตัด อีกทั้งยังเป็นการผ่าตัดใช้เวลาพักฟื้นนานอีกด้วย 4. ผ่าตัดใส่สายคล้อง ในกรณีที่มีอาการปัสสาวะเล็ดที่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้การผ่าตัดเพื่อใส่สายคล้องท่อปัสสาวะ หรือแผ่นพยุงเพื่อลดอาการปัสสาวะเล็ด โดยข้อดีคือสามารถช่วยรักษาอาการปัสสาวะเล็ดได้ แต่ก็ยังคงเป็นการผ่าตัดที่อาจเหลือแผลขนาดเล็กไว้ 5. Vaginal Lift  เป็นวิธีการรักษาโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ซึ่งสามารถช่วยรักษาอาการปัสสาวะเล็ด และภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนไปได้พร้อม

คุณนาตาลี เดวิส – นักแสดง       เดิมทีคุณนาตาลีเป็นคนโครงหน้าเล็กอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เป็นลูกครึ่งมีเชื้อฝรั่งอยู่ด้วย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบนใบหน้าจึงอาจจะสู้คนเอเชียไม่ได้เท่าไร เพราะในวัยเพียง 20 ปลายๆ ปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้าก็เริ่มมาเยือนโดยเฉพาะบริเวณเหนียงใต้คาง และยังมีในเรื่องของริมฝีปากคว่ำ ที่ได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจากคุณพ่อของเธอเต็มๆ ส่งผลทำให้เธอเป็นคนหน้าดุ ใบหน้าดูบึ้งตึงตลอดเวลา       วันนี้เธอก็เลยเข้ามาให้ APEX ช่วยจัดการกับปัญหาเหล่านี้ด้วยเครื่อง Hifu Ultraformer เวอร์ชั่นใหม่ของเทคโนโลยียกกระชับ ปรับรูปหน้า ที่ถูกพัฒนา ด้วยการปล่อยพลังงานที่กว้างขึ้น ลงลึกกว่า โดยสามารถส่งพลังงาน High Intensity Focused Ultrasound ในรูปแบบ Multi Functional MMFU (Micro & Macro

แสงแดดในช่วงฤดูร้อน เป็นแสงแดดที่มีความร้อนและเป็นอันตรายมาก เพราะมีรังสียูวีที่สามารถทำลายผิว และเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนังได้ โดยวิธีที่ช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ดีที่สุดคือการดูแลและปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การทาครีมกันแดด หรือหลีกเลี่ยงการออกที่กลางแจ้งในเวลากลางวัน และอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้คือการเลือกสวมใส่เสื้อผ้าและอุปกรณ์กันแดดที่เหมาะสม และดีต่อผู้สวมใส่ แต่จะมีวิธีเลือกอย่างไร นี่คือเคล็ดลับที่ไม่ควรพลาดค่ะ 1. สวมใส่เสื้อผ้าสีทึบ แม้ว่าเสื้อผ้าสีทึบจะดูดซับความร้อนได้มากกว่าเสื้อผ้าสีอ่อน แต่การสวมเสื้อผ้าสีทึบจะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวเสียได้ เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า เสื้อผ้าที่มีสีเข้มจะช่วยดูดซับรังสียูวีที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังได้ดี โดยสีของเสื้อผ้าที่สามารถดูดซับรังสีได้ดีที่สุด คือ สีน้ำเงินเข้ม รองลงมาคือ สีเขียว สีเขียวเข้ม สีดำ และสีแดง นอกจากนี้ยังควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เป็นผ้าคอตตอนเพราะเป็นผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ดีอีกด้วย 2. สวมแว่นตากันแดดป้องกันรังสียูวี 100% การสวมแว่นกันแดดสามารถปกป้องดวงตาและช่วยให้ผิวบริเวณรอบดวงตาได้รับการปกป้องไปด้วย ซึ่งในการเลือกแว่นตากันแดด ควรเลือกที่สามารถป้องกันรังสียูวีได้ 100% และมีขนาดใหญ่สามารถปกป้องดวงตาได้รอบด้าน นอกจากนี้ยังไม่ควรเลือกให้เข้มจนเกินไปเพราะแว่นตากันแดดสีเข้มไม่ได้ช่วยในเรื่องของการกรองแสง เช่นเดียวกันกับสีของเลนส์แว่นตากันแดด สีที่แตกต่างกันไม่ได้ส่งผลต่อการกรองรังสียูวีแต่อย่างใด 3. สวมหมวกปีกกว้าง หมวกที่เหมาะสมสำหรับช่วงฤดูร้อนคือหมวกที่มีปีกกว้างโดยรอบ ซึ่งขนาดของปีกควรกว้างตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไป เพื่อที่ปีกหมวกจะสามารปกป้องผิวบริเวณที่มักลืมทาครีมกันแดด

เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น “ขน” กลับเป็นส่วนเกินที่ใคร ๆ หลายคนนั้นไม่ต้องการ โดยเฉพาะบริเวณแขน ขา รักแร้ ใบหน้า รวมถึงขนบริเวณจุดซ่อนเร้น ที่ดูแล้วอาจไม่ค่อยสวยงามนัก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนอยากจะกำจัดเส้นขนเหล่านี้ออกไปให้สิ้นซาก ด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในวิธียอดฮิตก็คือ “การแว็กซ์” นั่นเอง 7 อันตรายจากการแว็กซ์ขน 1. สร้างรอยบาดแผลเล็กๆ การแว็กซ์ขนเป็นการดึงรากเส้นขนออกจากรูขุมขน โดยเส้นขนนั้นจะฉีกขาดออกจากราก ทำให้เกิดบาดแผลเล็ก ๆ ภายใต้ผิวหนัง ที่แย่ไปกว่านั้น การแว็กซ์ขน อาจทำให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดลอกออกมาด้วย ซึ่งสร้างความเจ็บปวดไม่น้อย แถมยังทิ้งรอยแผลเป็นให้เราเจ็บใจอีกด้วย 2. รูขุมขนอักเสบ เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับผิวหนังหลังการแว็กซ์ขน เนื่องจากการกำจัดขนด้วยวิธีนี้เป็นการสร้างความรุนแรงต่อผิวหนังด้วยการดึงกระชาก หลังการแว็กซ์จึงเกิดเป็นตุ่มหรือเป็นจุดแดงๆขึ้น ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดเพียงชั่วคราว แต่ทิ้งรอยไว้นานหลายวันเลยทีเดียว 3. ติดเชื้อ การดึงเส้นขนออกจากผิวหนัง เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียอย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือ เซลูไลท์ใต้ผิวหนัง รวมไปถึงหากเราไปใช้บริการในสถานที่ที่ไม่สะอาด หรืออุปกรณ์ไม่ปลอดเชื้อ